เศรษฐกิจอเมริกา-ตอน3
ต่อจากตอนที่แล้ว เศรษฐกิจอเมริกา-ตอน2 นะคะ
หลังจากบริษัทเงินกู้ซื้อบ้าน (mortgage company) ทำเอกสารปิดโอนบ้านให้ลูกค้าเรียบร้อย เขาก็จะรวบรวมรายชื่อและเอกสารขอกู้ทั้งหลาย (loans package) ส่งขายให้กับ ธนาคารหรือสถาบัน
การเงิน (financial institution) ต่างๆ ที่รับซื้อค่ะ ประมาณซื้อปลีกมาขายส่งนะคะ (คนซื้อบ้านไปสักพักจึงมักจะได้จดหมายจากสถาบันการเงินอื่น [ที่ไม่ใช่บริษัทเดิมที่ติดต่อขอกู้ไว้] ส่งมาบอกว่า ตอนนี้เธอเป็นลูกหนี้ของฉันนะ มาผ่อนกับเราซะดีๆ)
ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่รับซื้อต่อ ก็ไม่ได้มีเวลาไปตรวจสอบว่าราคาที่ปล่อยกู้ไปนั้นเหมาะสมหรือไม่ เจ้าหน้าที่ประเมินราคา Appraisor ว่าไงก็ว่าตามกัน
ส่วนเจ้าหน้าที่ประเมินราคาก็ทำงานหนัก หน้าตาดำยิ่งกว่าแพนด้า เพราะประเมินไปวันนี้ พรุ่งนี้ราคาพุ่งเปลี่ยนอีกล่ะ และในรัฐส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ต้องสอบผ่านได้ใบประกอบอาชีพค่ะ licensed จำนวนบุคลากรเลยขาดแคลนในช่วงตลาดบูม
ส่วนธนาคารเองก็ไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่เน้นอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ปล่อยกู้ได้กำไร ไปตามน้ำ น้ำขึ้นรีบตัก ก็รีบทำค่ะ บริษัทก่อสร้างบ้านขาย homebuilder หรือใครมาขอกู้เงินสร้างบ้าน ธนาคารก็ยอมปล่อยกู้ให้ง่ายดายค่ะ เพราะคาดว่าราคาบ้านมีแต่จะขึ้นๆ และขึ้นค่ะ ตัวเลขสินทรัพย์ assets ในงบดุลย์ balance sheet ก็สวยงามหลายหลัก
ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง heyday ที่ทุกคนสุขสันต์ …ไม่ว่าจะเป็นคนกู้ คนปล่อยกู้ แหล่งให้เงินกู้ บริษัทรับสร้างบ้าน คนงานก่อสร้าง คนรับทำสวน (landscaper) ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับบ้าน เช่น IKEA, Home Depot, Linen & Things …ผ่านไปเร็วเหมือนโกหก
ตัวแทนขายบ้านชื่อดังคนหนึ่งเล่าว่า เงินรายได้ช่วง crazy boom นั้นเยอะมาก เหมือนน้ำไหลทะลักจากก๊อกรองเก็บไม่ทันทีเดียว แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็หยุดหายไปเฉยๆ ไม่ทันจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างก็ดิ่งลงเหว ไม่มีคนซื้อ บ้านขายไม่ออกขึ้นมาเฉยๆ
ตอเริ่มผุดมาตำตูด คนกู้ไม่มีเงินผ่อน คนเก็งกำไรจะขายทิ้งก็ไม่มีใครซื้อ บริษัทปล่อยกู้ไม่มีลูกค้า แหล่งเงินกู้เริ่มสำนึกว่าหนี้เสียท่วม บริษัทสร้างบ้านเริ่มขายบ้านไม่ได้ (จากที่ไม่ง้อตัวแทนขายบ้าน Realtor กลายมาเอาใจสุดๆ ให้ incentive กระหน่ำ) ร้านค้ารายได้ลดลง คนหมดเงินผ่อนค่าบ้าน จะเอาอะไรมาซื้อของแต่งบ้านล่ะคะ
เรื่องนี้เล่าได้อีกยาว ขอต่อตอน 4 นะคะ



