หนีตาย กลับบ้านไม่ได้แล้ว

This item was filled under Xtra

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้หนีร้อนไปเที่ยวเล่นแถวรัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากได้กินข้าวคลุกกะปิแสนอร่อยที่ Thai Town แล้ว ยังได้้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านหลังงามของคนเวียตนาม ในเขตหรูย่าน Acadia

ไำด้เห็นบ้านอลังการงานสร้างของพวกเขาแล้ว ก็อดไม่ได้ต้องถามไถ่ใส่วิญญาณนักเขียน ว่าทำยังไงถึงรวยได้ขนาดนี้ ใครเห็นก็ต้องตาร้อนด้วยความอิจฉา แต่เบื้องหลังวันวานของเขานั้น ใครได้ฟังก็ต้องเปลี่ยนจากตาร้อนมาตาแฉะแทนค่ะ

refugeeประมาณปี 1979 เวียตนามเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลกดขี่ รังแกคนรวย ปรับค่าเงินจากมูลค่า 2 ล้านลงมาเหลือ 2 ร้อย ถึง 3 ครั้ง ชั่วข้ามคืนเงินกลายเป็นเศษกระดาษ เผาทิ้งเสียดีกว่าให้รัฐรู้ว่าเรามีเงิน เพราะรัฐจับคนรวยขังคุกลืม โทษฐานขูดรีด

ทางเดียวที่จะรอดคือ หนีตายออกนอกประเทศ ค่าเรือคนละ 12 ทองแท่ง แท่งละออนซ์ จำใจทิ้งสมบัติทุกอย่างที่สร้างมาจากหยาดเหงื่อด้วยความเหนื่อยยาก แม้แต่ข้าวของในกระเป๋าเป้ที่หอบติดตัวมาได้ ไต้ก๋งเรือก็สั่งให้โยนทิ้งหมด เพื่อลดน้ำหนักบรรทุกบนเรือ เหลือเพียงเสื้อผ้าชุดที่ติดตัวเท่านั้น

แม่เขายอมเสียสละอยู่รอที่บ้าน ให้คนอื่นในครอบครัวหนีออกมาก่อน “เผื่อหนีไม่รอด กลับมายังมีบ้านอยู่ บางครอบครัวหนีออกมาหมด ไปไม่รอด กลับมาหมดสิ้น ไร้ที่อยู่ กลายเป็นบ้าไปก็มี”

เรือล่องแม่น้ำ ท้องเรือตื้น สร้างมาไม่ให้เกยสันดอน กลายเป็นพาหนะที่คน 300-400 คนฝากชีวิตและความหวังไว้บนผืนทะเลเวิ้งว้าง “เรือแน่นมาก ทุกคนต้องนั่งกอดเขา กระดุกกระดิกไม่ได้เลย คลื่นโคลงเรือตลอดเวลา หลายคนอ้วกจนหมดท้อง”

คลื่นกระหน่ำ กรรมซัดต่อ โดนโจรสลัดปล้นไป 3 ครั้ง โจรจับถอดเสื้อ เจาะกระป๋องน้ำดื่ม เพื่อค้นหาทองที่อาจซ่อนอยู่ “ลำเรายังโชคดี บางลำโจรลากไปที่ซ่อน ฆ่าผู้ชายหรือใช้เป็นแรงงานทาส ขมขื่นขังผู้หญิงเป็นทาสทางเพศ”

10 วันเต็มๆ ที่อดข้าวอดน้ำ ปากคอแห้ง ความหวังหด ความตายอยู่ใกล้แค่เปลือกตา “ในเรือตายไป 5 คน เป็นเด็กและคนแก่ซึ่งอ่อนแอ ได้แต่็จับศพโยนลงทะเลไป” หนุ่มร่างบึกวัยกลางคนซึ่งตอนนี้มีทุกอย่าง เล่าถึงช่วงเวลาทุกข์เกือบตายด้วยน้ำเสียงมั่นคง แต่แววตาสั่นไหวคลอหยดน้ำ

refugeesเราโชคดี ที่วันท้ายๆ ฝนตกลงมาครั้งหนึ่ง และเรือค้าขายของคนจีนใจดีผ่านมาแบ่งอาหารให้กิน เลยรอดมาได้ และเรายังโชคดีกว่าคนเขมรที่ฆ่ากันเอง ต้องเดินลุยป่าหนีตาย เสี่ยงอันตรายกว่ามาก” เขาและครอบครัวโชคดีที่หนีมาหลบภัยที่เมืองไทยได้ และมีโอกาสอพยพมาอยู่อเมริกา

ฟังๆ เรื่องราวจากปากเขาแล้วก็อดไม่ได้ สะดุดกับคำว่า “เราโชคดี” …ในสายตาคนไม่เคยใกล้ตายอย่าง “แป” รู้สึกพวกเขาลำบากมากเลยนะเนี่ย… คงเป็น “การมองโลกในแง่ดี” Positive Thinking มั้ง ที่ทำให้เขากลับมารวยได้อีกครั้ง หรือเพราะความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจที่สะสมมา ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างตัวรวยใหม่ได้

ได้คุยกับอาม่าอีกท่านหนึ่่งที่หนีรอดมาได้เช่นกัน อาม่าเล่าว่า มีทองเหลือพอค่าเรือได้อีก 11 ชีวิต เลยบอกให้ไต้ก๋งรับคนขึ้นมา เรือแกพระคุ้ม ไม่โดนปล้น ไม่มีคนตาย “แป” เลยเชื่อว่าอาม้ามารวยอีกครั้ง และมีความสุขจนถึงยามแก่เฒ่า คงเพราะผลบุญที่มอบชีวิตให้กับคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกันมาก่อน

นึกไปนึกมา ก็นึกถึงประโยคเด็ดที่น้องชาย “แป” ชอบในหนังสือ “รวยล้านเหรียญ” “เขา (คนจีน คนเวียตนาม) กลับบ้านไม่ได้แล้ว เขาสู้เต็มที่”

คิดไปคิดมา เรื่องจริงไม่ใช่นิทานเรื่องนี้ ก็สอนให้รู้ว่า….. ขอทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดเองนะคะ

แต่สำหรับ “แป” แล้ว สอนให้รู้ว่า คนไทยโชคดีแค่ไหนที่ยังมีบ้านเกิดให้กลับ ไม่เคยต้องหนีตายออกนอกประเทศ ใครจะใส่เสื้อสีอะไร หัวใจรักและภักดีกับใคร ก็ขอให้อย่าทะเลาะกัน จนต้องเศร้าแบบประเทศเพื่อนบ้านของเราในสมัยโน้นเลยนะค่ะ และอีกข้อที่คิดได้คือ “เงินเป็นของนอกกาย แต่ทองนั้นซื้อชีวิตได้คะ” ^_^

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Comment