หนังอินเดีย

This item was filled under Xtra

ช่วงนี้อากาศเมืองที่ “แป” อยู่ร้อนมากๆ 40 กว่าองศาทุกวัน วันๆ เลยไม่ออกไปไหนค่ะ กลัวแดด กลัวจะเป็นลม เก็บตัวอยู่ในร่ม เลยมีเวลาได้ดูแผ่นหนังภาพยนตร์ที่ยืมมาจากห้องสมุดแถวbollywoodบ้าน

แต่ดูหนังฮอลลีวู้ด Hollywood ไปบ่อยๆ ก็เบื่อ เลยลองยืมหนังอินเดีย Bollywood มาดูสักแผ่นสองแผ่น เพิ่มรสชาติ เสริมรสนิยมนะคะ เพราะหนัง Bollywood กำลังเป็นกล่างขวัญถึงอย่างแรงในอเมริกา คอหนังคนไหนไม่รู้จักเป็นเชยแหลก

เรื่องแรกที่ยืมมาชื่อ The Warrior เป็นหนังที่แทบไม่มีคำพูดเลย ไม่ต้องฟัง ไม่ต้องอ่าน subtitle ก็ดูเข้าใจได้ เป็นคนละโลกกับหนังอินเดียที่warriormovieเราเคยดู ที่มีร้องเพลง เต้นรำส่ายพุง วิ่งไล่จับกัน เป็นแนวใหม่ที่แตกต่างอย่างสวยงาม

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายที่ทำงาน ทำหน้าที่ อย่างที่พ่อและลูกชายเขาภาคภูมิใจ เขารับใช้เจ้าผู้ปกครอง ฆ่าเพื่อสั่งสอนประชาชนที่ส่งส่วยให้น้อยกว่าที่เจ้านายต้องการ จนวันหนึ่งบางอย่างเกิดขึ้น เขาตัดสินใจหนีหน้าที่ จึงโดนตามล่าเก็บชีวิต

ชอบเรื่องนี้มาก วิวสถานที่สวย แต่ละภาพ แต่ละช๊อต สื่อความหมายได้ด้วยตัวมันเอง อีกทั้งมีเนื้อหาที่แน่น ตัวเอกต้องเลือกระหว่างหน้าที่ (หน้าที่ คือ สิ่งที่คนอินเดียให้ค่า อย่างที่ปรากฎในมหากาพย์รามเกียรติ์) กับสิ่งที่ใจเขาเชื่อว่าถูกต้อง การตัดสินใจที่ต้องแลกกับสิ่งที่เขารักที่สุดในชีวิต บอกให้รู้ว่า สิ่งมีค่าทางจิตใจ ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ และเขาเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะเขาฆ่าคนอื่นที่อ่อนแอ

namesakeอีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กัน คือ The Namesake แปลตรงตัวว่า “ชื่อ” ดัดแปลงมาจากหนังสือของผู้แต่งที่ “แป” โปรดปลื้มเป็นพิเศษ Jhumpa Lahiri ซึ่งมีผลงานได้รางวัล Pulitzer Prize เธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้อพยพ immigrates ในอเมริกา เน้นที่ชาวอินเดียนจากอินเดีย “แป” อ่านแต่ละเล่มแล้ว ‘อิน’ มากๆ เพราะเคยตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน relate ได้ง่าย

เรื่อง The Namesake นี้ ตัวเอกมีชื่อที่พ่อแม่ชาวอินเดียตั้งให้ เขาซึ่งเกิดและโตในอเมริกา เกลียดชื่อนี้มาก โดนเพื่อนล้อชื่อ โดนคนหัวเยาะใส่ทุกครั้ง แต่ชื่อคนก็เหมือนรากของต้นไม้ จะโตเป็นอะไรเหนือดินก็ตาม แต่ก็หนีที่มาดั้งเดิมไม่พ้น เหตุการณ์พัฒนาไปจนถึงจุดที่ตัวเอกทำตามที่พ่อเคยบอกไว้ ‘go see the world‘ เขาจึงออกเดินทาง ไปอินเดียค่ะ สถานที่ที่เหมือนเป็นโลกใหม่สำหรับเขา อย่างที่วลีบนหน้าปกเขียนไว้ ‘The Greatest Journeys are The Ones that Bring You Home‘.

ชาวต่างชาติ อย่าง “แป” เป็นต้น มักมีปัญหาเรื่องชื่อ ขณะอยู่อเมริกาค่ะ กว่าจะสะกดให้คนฟังจดได้ครบ กว่าคนจะออกเสียงได้ถูก บางทีก็โดนแซวว่าชื่อเหมือนมนุษย์ต่างดาว บวกกับที่ว่า เวลากลับไปเมืองไทยทีไร จะรู้สึกเราไม่ใช่คนที่นั่นอีกแล้ว เงอะๆ งะๆ เปิ่นๆ ทำไรไม่ถูก ดูเรื่องนี้แล้วเลยตรงใจเชียวค่ะ

ถ้าใครอยู่อเมริกาเบื่อๆ หรือมีชั่วโมงว่างๆ ลองหาหนัง Bollywood มาดูนะคะ เดี๋ยวขอตัวไปจองเรื่อง Slumdog Millionaire ก่อนคะ นะมัสเต

พิมพ์ลายนิ้วมือ

This item was filled under Xtra

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ใบนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือที่ศูนย์ในเมือง เป็นขั้นตอนหนึ่งของการสมัครสัญชาติอเมริกานะคะ

พูดถึงว่าต้องไปพิมพ์ลายนิ้วมือ Finger Print แล้วก็ให้หวั่นใจ เพราะเวลาดูหนังฝรั่งแนวสืบสวนสอบสวน อย่างซี่รี่ย์โปรดปลื้ม CSI จะต้องมีฉากสแกนลายนิ้วมือหาตัวผู้ร้าย หรือให้ผู้ต้องสงสัยพิมพ์ลายนิ้วมือ การพิมพ์ลายนิ้วมือจึงเหมือนเกี่ยวข้องกับการทำอะไรผิดกฎหมายไป (ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงคิดถึงตอนถังแตก เข้าโรงจำนำนะนิ)

จริงๆ การพิมพ์ลายนิ้วมือที่อเมริกานั้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงไปกับอะไรมิดีมิร้ายเสมอไปค่ะ  เป็นแค่ขั้นตอนของรัฐ ที่ต้องการเก็บข้อมูลแต่ละบุคคล เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร ไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ก็เท่านั้น ข้อมูลทั้งหมดก็เก็บไว้ที่หน่วยสืบสวนส่วนกลาง FBI (Federal Bureau of Investigation)

อย่างที่เคยได้ยินมา (จริงแค่ไหน ไม่ขอยืนยันค่ะ) ว่ามีกรณีคู่สามีภรรยาคนไทย แจ้งว่าสามีตาย ภรรยาได้เงินประกันไปมากมาย ต่อมาหลายปีคนตายโผล่กลับมาใหม่ ทำหน้า เปลี่ยนชื่อ แต่ปลอมลายนิ้วมือไม่ได้ เลยโดนด่านตรวจคนเข้าเมืองจับได้ว่า ตายแล้วฟื้น จึงยอมรับสารภาพว่าเมียหยุดส่งเงินให้ เลยต้องกลับมาตาม (ตบเมีย ทวงเงินคืน)

fingerprintการพิมพ์ลายนิ้วมือที่อเมริกานี่ ทันสมัย รวดเร็วมาก นำจดหมายนัดกับบัตรที่มีรูปถ่าย ไปถึงสถานที่และเวลาตามที่ระบุไว้ ห้ามนำกล้อง โทรศัพท์มือถือ เครื่องบันทึกเทปเข้าไปนะคะ กรอกเอกสารหนึ่งหน้า และรอเจ้าหน้าที่เรียก

สมัยก่อนที่ต้องมือเลอะหมึกดำๆ แปะๆ นิ้วบนกระดาษ กว่าจะล้างหมึกออกได้ยิ่งกว่าตราบาปติดตัว ต่อมามีหมึกแบบเช็ดออกง่ายหน่อย ให้โล่งใจ แต่เดี๋ยวนี้ทันสมัยสมยุคศตวรรษใหม่คะ เครื่องพิมพ์เป็นดิจิตอล แค่มือเปียกน้ำ กดบนแผ่นเซนเซอร์ มีเลเซอร์สีแดงวิ่งผ่าน คล้ายๆ เครื่องถ่ายเอกสาร ก็สแกนลายนิ้วมือได้ แว่บๆ แป็บๆ ก็เสร็จเรียบร้อย ไม่เลอะเทอะเลยค่ะ

เจ้าหน้าที่ที่คอยจับนิ้วพิมพ์ จะพิมพ์นิ้วโป้งซ้าย สี่นิ้วรวมกันด้านซ้าย และสลับไปแบบเดียวกันด้านขวา จากนั้นก็พิมพ์ทีละนิ้ว จนครบสิบนิ้ว (นิ้วมือนะคะ นิ้วเท้าไม่ต้องค่ะ) ทุกอย่างบันทึกเก็บเป็นดิจิตอล ใส่ไฟล์ส่งไปหน่วยงานกลาง รวดเร็วราวกระพริบตาเชียวค่ะ

พอ FBI ได้ลายนิ้วมือเราไปแล้ว เขาก็จะไปสืบดูว่าเราเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง หากไม่มีอะไรเลวร้าย เสียหาย ก็จะยอมให้เราดำเนินการต่อไปเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ

ในยุคที่มนุษย์สร้างโลก ทำได้แทบทุกอย่าง เปลี่ยนได้เกือบทุกสิ่ง เราก็หนีสิ่งที่ติดตัวเรามาไม่พ้น สิ่งลางๆ มองแทบไม่เห็น แต่บ่งบอกปัจเจกแห่งตัวตน ที่เรียกว่า “ลายนิ้วมือ”

กาแฟกับชีวิต

This item was filled under Xtra

เสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองเล็กๆ ในอเมริกา คือ ร้านกาแฟ (แต่บางเมืองก็มีมากเกิน จนอดสงสัยไม่ได้ ว่าจะมีคนขายมากกว่าคนซื้อ)

หากอยากเห็นความเป็นท้องถิ่น ดูผู้คนแปลกตา ไม่เหมือนคนทั่วไปในเมืองใหญ่ ได้แอบเอียงหูฟังเรื่องราวหลากหลาย ไม่จำเจแค่เรื่องทำงาน ทำเงิน หรือเลี้ยงลูก และได้ดื่มชา กาแฟ ร้อนเย็น ที่รสชาติเข้มข้น หอมอร่อย ในสถานที่และบรรยากาศศิลป์ๆ ติสต์ๆ ต่างจากร้านชื่อดังที่หน้าตาเหมือนกันหมดทุกสาขาทั่วโลก ก็ต้องกล้าๆ ลองเดินเข้าไปในร้านกาแฟท้องถิ่นนะคะ (local coffee shop) และอาจจะได้รู้ว่ากาแฟอเมริกา ที่อร่อยๆ ก็มีอยู่เยอะค่ะ

p1010782วันก่อนได้ไปเที่ยวเมืองทางเหนือของรัฐอริโซน่า Northern Arizona และแน่นอนคะ ต้องแวะไปนั่งจิบกาแฟที่ร้านดีคนในเมืองกล่าวขวัญถึง (ลือกันว่าขนาดนักเขียนดัง Stephen King ยังเคยแวะมา)

ทำท่าเท่ๆ ยกถ้วยกาแฟ ทำตาเหล่ๆ ดูหนุ่มๆ มาดเก๋ๆ อยู่นานจนเมื่อย เลยหาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมาอ่านเอาข่าวสารแก้เซ็งค่ะ มีคอลัมน์หนึ่งที่โดนใจเข้ากับเหตุการณ์ ณ ขณะนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับกาแฟ…

ศิษย์เก่าเรียนจบออกไปทำงาน กลับมาเยี่ยมอาจารย์ พร้อมบ่นถึงความกดดัน ความยากลำบากในชีวิตหลังจากเรียนจบ อาจารย์ก็รับฟังไปรื่อยๆ และเตรียมชงกาแฟต้อนรับลูกศิษย์ โดยจัดวางถ้วยกาแฟเก่าใหม่หลายหลาก และบอกให้ลูกศิษย์บริการตัวเอง ตามสบายเลยนะ แต่ละคนเลือกแก้ว เทเครื่องดื่ม จิบกาแฟไปคุยกันไป

อาจารย์ได้โอกาสเลยกล่าวขึ้นว่า สังเกตุถ้วยกาแฟที่แต่ละคนเลือกหยิบไหม ทุกคนเลือกแต่ถ้วยสวยๆ ดีๆ เหลือแต่ถ้วยไม่สวยวางไว้ ไม่มีคนหยิบใช้ และแต่ละคนก็แอบดูด้วยว่าใครเลือกถ้วยแบบไหน สีสันอย่างไร

บางทีมุมมองต่อชีวิตก็เหมือนการดื่มกาแฟ เรามักลืมไปว่าจริงๆ เราแค่ต้องการ “กาแฟ” ถ้วยเป็นแค่ส่วนประกอบ หรือส่วนประดับ ชีวิตจริงๆ ก็ต้องการแค่ปัจจัยสี่ แต่เราก็ปรุงแต่ง อยากให้สวยให้งาม อยากให้ดีดั่งคนอื่นๆ เช่น มีรถขับไปทำงาน ก็ต้องขอเป็นรถยี่ห้อดังๆ ราคาคนทั่วไปร้องว่าแพงจัง

อ่านเรื่องนี้แล้วก็ชอบมากค่ะ อยากให้ทุกคนคิดได้แบบที่อาจารย์ท่านนี้สอนไว้ (จะได้เหลือถ้วยสวยๆ ให้เราเลือกหยิบเพียงคนเดียว อิอิ)

Enjoy your Drink and Enjoy your Life ด้วยนะคะ

ประตูสู่แกรนด์ แคนยอน

This item was filled under Travel

ช่วงนี้เมืองที่ “แป” อยู่อากาศร้อน เกือบ 45 องศาเชียวค่ะ เสาร์-อาทิตย์นี้เลยต้องหนีไปเมืองเย็นๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล ขับรถไประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อ เพราะเป็นเมืองหน้าด่านสู่ แกรนด์ แคนยอน (gateway to Grand Canyon) แถมเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยของรัฐ Northern Arizona U. ซึ่งดังทางด้านโรงแรม Hotel Management ป่าไม้ Forestry การสอน Education ..เด็กนักศึกษาจึงมีช่วยเพิ่มสีสัน เติมชีวิตชีวาให้กับเมืองด้วยค่ะ

เมือง Flagstaff นี้ได้ชื่อมาพวกคนบุกเบิก pioneer ซึ่งปักธงชาติลายแถบลายดาวไว้กลางเมือง จัดเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับ หน้าร้อนคนจากทั่วโลกมาเที่ยวแกรนด์ แคนยอน หน้าหนาวคนในรัฐมาเล่นสกี หรือตากอากาศหลบร้อน นักท่องเที่ยวจึงเต็มเมืองเกือบตลอดปี เม็ดเงินสะพัดจนเหมือนกับว่าเมืองโตขึ้นมาได้เพราะธุรกิจท่องเที่ยว

p1010785แต่แท้ที่จริงแล้ว Flagstaff เจริญขึ้นมาจากการตัดไม้ทำซุง เนื่องจากมีป่าสนปกคลุมหนาแน่น บวกกับเมื่อสมัยเริ่มมีรถไฟตัดผ่าน วิ่งข้ามประเทศออก-ตกได้ในไม่กี่วัน เมือง “แฟกสตาฟ” จึงเป็นเมืองการค้าที่ชนพื้นเมืองซึ่งอยู่ในเขตแดนของเขา (Reservation) ห่างไกลไปเป็นร้อยไมล์ ก็ยังต้องเดินทางมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของ …Trading Post และ Grocery store  เคยเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของเมือง ก่อนจะกลายเป็นร้านค้าของที่ระลึก ร้านขายงานฝีมือคนอินเดียนแดง หรือร้านอาหาร ผับ บาร์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวแทน

p1010789Flagstaff ห่างจาก Grand Canyon ประมาณ 75 ไมล์ สมัยนี้ขับรถชั่วโมงกว่า ดูวิวเวิ้งว้างไปเริ่มเบื่อก็ถึงพอดีค่ะ หากแต่สมัยก่อน สมัยที่แกรนด์ แคนยอนยังเป็นดินแดนห่างไกล น้อยคนนักจะมาถึงได้ ผู้คนเดินทางลงรถไฟที่แฟกสตาฟ และพักค้างแรมอย่างน้อยหนึ่งคืนที่นี้ ก่อนเดินทางต่อมาที่แกรนด์ แคนยอน ค่ะ

ถึงแม้ “แฟกสตาฟ” จะเป็นเมืองหน้าด่านเพื่อผ่านเข้าสู่สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ 1 ใน 7 ของโลก (Natural wonders of the world) แต่โดยตัว Flagstaff  เองก็น่าเที่ยว มีตึกอาคารอนุรักษ์มากมาย  บริเวณกลางเมือง downtown ก็ให้บรรยากาศ wild west บวกฮิปปี้นิดๆ แปลกใหม่ให้ความตื่นตา เดินมองคนมองสิ่งก่อสร้างก็เพลินไปได้ครึ่งวันแล้วคะ

p1010775อีกทั้งบริเวณรอบๆ เมืองนั้น ก็มีสถานที่ธรรมชาติให้เที่ยวชมไม่น้อยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ เช่น Lake Mary ที่อยู่ชานเมือง หรือยอดเขา หรือแหล่งโบราณคดี

ลองขับรถไต่เขา ผ่านต้นสน Pine และต้นแอสเปน Aspen ขึ้นไปที่เล่นสกี Snow Bowl จะไปฤดูไหนก็มีความงามตามกาลในดูชมค่ะ อีกทั้งได้ใกล้เข้ายอดเขา San Francisco Peak ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของชนพื้นเมือง เข้าไปอีกนิดด้วยนะคะ

หากร่างกายฟิต พอเดินเหินได้สะดวก ขอแนะนำ Walnut Canyon National Monumentห่างไปทางตะวันออกประมาณ 10 ไมล์ เดินลงหุบเขาลัดเลาะช่องผา ผ่านบ้านดินที่อยู่ตามซอกช่องเขาของอินเดียนแดงสมัยก่อน ชาว Sinagua ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง เดินอ่านป้ายบอกข้อมูล อธิบายชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตของพวกเขา ได้ฝึกภาษาอังกฤษและได้ทึ่งในความทรหดของมนุษย์เราด้วยค่ะ

หากใครแวะไปแกรนด์ แคนยอน ครั้งใด จะในเวลาอันใกล้หรือไกล อย่าลืมเผื่อเวลาไว้ที่ Flagstaff ด้วยนะคะ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

วิธีดูธนบัตรดอลล่าร์ปลอม

This item was filled under Live

ช่วงนี้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ค่อยดี ธนบัตรดอลล่าร์ปลอมออกมาระบาดเยอะขึ้นนะคะ วันก่อนร้านอาหารที่หนึ่งก็มีตำรวจมาบันทึกคดี ว่ามีลูกค้ามาใช้ธนบัตร $100 ใบปลอม วันนี้เลยอยากมาคุยให้ฟังถึงวิธีดูแบงค์ ว่าปลอมหรือไม่ค่ะ

billก่อนอื่นเลย จับดูเนื้อกระดาษ จะสัมผัสได้ว่าแตกต่างหรือเหมือนใบอื่นๆ ไหม เพราะกระดาษใช้พิมพ์แบงค์เป็นฝ้าย 75% ลินิน 25% มีความเหนียว และมีลักษณะเฉพาะตัวนะคะ

หมึกพิมพ์จะคมเฉียบชัด ไม่เลอะเปอะเปื้อน ผมขนคิ้วเป็นเส้นกริบ รูจมูกไม่ใช่เหมือนมีขี้มูกติด และเลขตรงมุมล่างขวาจะเป็นสีออกเขียวแกมดำ ลายคลื่นโค้งสวยค่ะ

จากนั้นยกขึ้นส่องกับไฟหรือแสงแดด

ตรงด้านขวามือ เหนือมุมเลขด้านขวาล่าง จะมีเงาของประธานาธิบดีประจำธนบัตรนั้น หน้าตาหันตรงกับที่ปรากฏชัดอยู่ตรงกลางของธนบัตร เช่น ใบ $20 มีรูป President Jackson อยู่ตรงกลาง เงาที่ด้านขวาก็จะเป็นหน้าท่านแจ็คสันเหมือนกันคะ

ถ้าหน้าไม่เหมือนกัน แสดงว่าเป็นใบปลอม เอาไปลอกสีออกลบเลข และพิมพ์ทับบนกระดาษที่ใช่ของจริง แต่มูลค่าไม่จริงค่ะ

ต่อมาคือ เส้นลายลูกน้ำที่ฝังไว้กลางระหว่างเนื้อธนบัตร จากล่างสู่บน มีตัวอักษรหรือตัวเลขระบุมูลค่าของธนบัตร ตัวขนาดเล็ก อ่านค่อนข้างยาก แต่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่ปลอมได้ยากที่สุด

ค่ะ…สี่วิธีหลักๆ นำไปปฎิบัติ คงใช้ป้องกันตัว ไม่ตกเป็นเหยื่อแบงค์ปลอมได้บ้างนะคะ

โดยเฉพาะผู้มาถึงอเมริกาใหม่ๆ เห็นธนบัตรมีแต่สีเขียว หน้าประธานาธิบดีคนไหนบนใบไหน ก็ยังงงๆ ไหนจะต้องมาจำคำเรียกเหรียญอีกต่างหาก แถมเกิดไปใช้แบงค์ปลอมโดยไม่รู้ตัว คนอื่นรู้ว่าเป็นแบงค์ปลอม จะเรียกตำรวจมาบันทึกคดี สอบปากคำเรา ทำเอาเราขวัญหนีตาตื่นได้เชียวค่ะ

ดังนั้น ดูดีๆ ถึงไม่มีรางวัล แต่ก็ทำให้ไม่ลำบากในต่างแดนนะค่ะ

สมัครสัญชาติอเมริกัน

This item was filled under Come to USA, Live

ใครที่เคยรอคอยอะไรบางอย่างมานานถึง 10 ปี เนิ่นนานจนความอยากจาง จากต้องการอย่างยิ่งกลายมาเป็นเฉยๆ จะให้ก็เอา ไม่ให้ก็ไม่ง้อ …ก็คงเข้าใจถึงการรอคอยสัญชาติอเมริกันนะคะ

หลังจากอยู่อเมริกาอย่างถูกต้องมา 5 ปีจนได้ใบเขียว  และรอต่ออีก 5 ปี (ถ้าใครแต่งงานกับคนอเมริกัน รอต่อจากใบเขียวอีกแค่ 3 ปีคะ)  จะมีสิทธิ์สมัครขอสัญชาติค่ะ

flag1ในแบบฟอร์มใบสมัคร N-400 form (Application for Naturalization) นั้น จะให้กรอกข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโซเชี่ยว (social security number – SSN) สีผม สีตา น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติการทำงาน การเข้าออกนอกประเทศ (เกิน 6 เดือนอาจต้องระบุรายละเอียด หรือเตรียมตอบคำถามตอนสัมภาษณ์) สถานภาพสมรส ข้อมูลคู่แต่งงาน บุตรธิดา รวมไปถึงประวัติอาชญกรรม องค์กรที่เคยเป็นสมาชิก การเข้าเมืองตามกฎหมาย หรือเคยลักลอบเข้าเมืองไหม เป็นต้น ทั้งหมด 10 หน้าค่ะ

กรอกเป็นภาษาอังกฤษเสร็จถูกต้องเรียบร้อย ก็ต้องแนบรูปถ่าย 2 ใบที่เหมือนกัน ขนาด 2×2 นิ้ว ซึ่งถูกระเบียบกฎเกณฑ์ เช่น ไม่สวมแว่นดำ ไม่สวมหมวก พิ้นหลังสีอ่อน หันหน้าตรง ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน

แนบสำเนาหน้าและหลังของใบเขียวไปด้วย 1 ชุด (copy of Green card or Permanent resident card)

และที่สำคัญที่สุด คือ ค่าสมัครคะ จะตีเช็ค check หรือ money order ก็ได้ จ่าชื่อผู้รับให้ถูกต้อง สะกดเต็ม ไม่มีย่อ ลงจำนวนเงินให้เที่ยงตรง (ตอนนี้ขึ้นมาหลายร้อยเหรียญ ตกที่ $675 ค่ะ)

จากนั้นก็ส่งไปรษณีย์ ควรลงทะเบียนไปด้วย จะได้แน่ใจว่าถึงแน่ๆ มีคนเซ็นต์รับ ต่อจากนั้นก็รอเล่าเฝ้าแต่รอ ว่าเมื่อไรเขาจะเรียกไปพิมพ์ลายนิ้วมือ (แสดงว่าเราไม่โดนปฏิเสธ) เสร็จก็กลับมารอๆๆๆ รอเขาเรียกไปสัมภาษณ์ประวัติส่วนตัว และการใช้ชีวิตในอเมริกา

ผ่านรอบนี้เสร็จก็ต้องสอบข้อเขียน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา คำถามก็เช่น ประธานาธิบดีคนแรก คนปัจจุบัน วุฒิสมาชิกมีกี่คน ทั้งประเทศมีกี่รัฐ ธงชาติสีอะไร วันชาติตรงกับวันที่เท่าไร เป็นต้น

ถ้ายังไม่ท้อขอเปลี่ยนใจ (แต่ขอเงินคืนไม่ได้หรอกนะคะ) ไม่เอาแล้ว ซะก่อน ก็จะถึงวันสาบานตน เป็นพลเมืองอเมริกันค่ะ มีพิธีสาบานตน take oath ว่าจะรับใช้ชาติ สนับสนุนรัฐธรรมนูญ จับอาวุธปกป้องประเทศเมื่อยามจำเป็น

ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองชาติไหน อยู่แห่งหนใด ขอแค่ให้เป็นประชากรที่สร้างสรรค์สื่งดีๆ ให้กับโลกงามๆ ใบนี้ ก็น่าภูมิใจแล้วนะคะ

ซื้อ iPhone จากอเมริกา

This item was filled under Xtra

พอดีช่วงๆ นี้เพื่อนที่เมืองไทยถามข้อมูลโทรศัพท์ iPhone วันนี้เลยได้แวะไป Apple Store แถวบ้านมานะคะ

แต่กลับได้ประสบการณ์ไม่ประทับใจ พนักงานขายเต็มร้าน เอาแต่จับกลุ่มคุยกันเอง ไม่เห็นสนใจเราหรือลูกค้าคนอื่นๆ เลย ว่าจะไปช้อน Short หุ้นแอปเปิ้ลซะหน่อยดีกว่า ราคาลงแน่ๆ บริการลูกค้าแบบนี้ แถมเฮียสตีฟ จ๊อบ Steve Jobs ก็ป่วยเพิ่งผ่าตัดด้วย ขอบ่นนิดคะ

ไอโฟนรุ่นเพิ่งออกใหม่ ไม่กี่วันมานี้ รุ่น 3G S (แต่เหมือนคนไม่ค่อยเห่อเท่ารุ่นก่อนๆ ผู้คนคงเปลี่ยนจาก “เอาเท่มาเป็นเอาถูก” I used to be hip, now I am cheap อย่างข่าว Wall Street Journal เคยเขียนไว้มั้งค่ะ ขออำภัยไม่ใช่แฟนผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ล)

iphoneราคาเครื่อง ทำสัญญาที่นี่กับ AT&T

16 GB = $199

32 GB = $299

ยังไม่รวมภาษีสินค้า แต่ละท้องที่อัตราเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากันค่ะ อย่างแถวที่ไปถามมา ประมาณ 8.75%

ไม่เห็นมี 8GB ที่ร้านนะคะ แต่มีบน online บนเว็บของแอปเปิ้ล

ถ้าจะแบบไม่ทำสัญญากับ provider จะเพิ่มขึ้นอีกเครื่องละ $400 รับปลดล็อกให้ ก็ตก

16 GB = $599

32 GB = $699 (ยังไม่รวมภาษีสินค้าเช่นกัน)

ส่วนบางท่านที่สนใจ Blackberry ถือแล้วทำให้ดูเป็นนักธุรกิจใหญ่โต ดูเป็นคนทำงานระดับผู้บริหาร

ราคาทำสัญญาสองปีกับ Verison provider

รุ่น Curve $109  (มีสีชมพูด้วยล่ะ ชอบคะ)
รุ่น Storm $ 209

ราคาไม่ทำสัญญา นะจ้ะ
Curve $429
Storm $499
เมื่อไรจะมีใครออกมือถือชื่อ Mango or Strawberry บ้างนะ จะรีบซื้อเลยค่ะ

สมบัติเยอะเกิน

This item was filled under Live

วันนี้วันอาทิตย์ พอมีเวลาว่าง แถมอยู่คนเดียวเพราะแฟนมีธุระไปข้างนอกทั้งวัน เลยได้ฤกษ์จัดข้าวของบนหิ้งและในตู้ โละทิ้งอะไรที่ไม่ได้ใช้มาพักใหญ่ จะได้มีที่ทางเหลือให้หายใจหน่อยนะคะ

จัดไปย้ายของไป ขนาดทำแค่ในห้องครัว ยังได้ของ-ทั้งที่จะทิ้งและที่จะบริจาค – ออกมากองมหึมา จนรู้สึกทำไมสมบัติเราเยอะจัง

นึกไปถึงตอนมาเมกา มีแค่สองกระเป๋าเดินทาง ไงตอนนี้ข้าวของออกลูกออกหลานเต็มบ้าน หยั่งงี้น้า

messy_garageคงไม่มีใครกล้าเถียง แม้แต่ชาวอเมริกันเองก็เถอะ ว่าคนอเมริกันเป็นนักสะสมสมบัติ ติดอันดับโลกทีเดียว หลายๆ คนถึงกับต้องเช่าที่เก็บของ (Storage) เดือนละเป็นร้อยเหรียญ ไว้เก็บสัพเพเหระที่ไม่ค่อยได้ใช้ โรงรถในบ้านมีไว้เก็บลังใส่ของ ยอมจอดรถตากแดดลมไว้ข้างนอกแทน บางคนถึงกับยอมซื้อบ้านใหม่ ใหญ่กว่าเดิม เพื่อจะได้มีที่เก็บของมากขึ้น

ใครมาอเมริกาใหม่ๆ เห็นบ้านหลังใหญ่เบ่อเริ้ม แต่มีคนอยู่แค่คนสองคน อย่าแปลกใจไปค่ะ เขาอาจให้ข้าวของอยู่้ด้วยอีกเยอะ

ตอน “แป” ซื้อบ้านหลังนี้เมื่อหลายปีก่อน อ่านสมุดแสดงความคิดเห็นของลูกค้ารายก่อนๆ บ่นว่าตู้ที่เก็บของ (cabinet) น้อย เราก็คิดต่อว่าพวกเขา “แหม พวกไอ้กันนี่ ของเยอะเกินไปต่างหากล่ะ”

เอาเข้ากับตัวเอง ย้ายเข้าบ้าน ผ่านไปไม่กี่ปี เปลี่ยนเป็นบ่นเหมือนพวกเขา “ทำไมที่เก็บของมันน้อยจังว่ะ บริษัทสร้างบ้านนี่ ต้องงกค่าตู้แน่เลย” …น้าน

มีคนจากอินเดีย ย้ายมาอยู่ที่นี่ จะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด จึงจัดของขึ้นรถ จัดไปจัดมาของเต็มรถตู้คันใหญ่ทีเดียว ปรากฎว่าสมบัติที่ขนไปจะใช้แค่ไม่กี่วันนั้น มันมากกว่าที่เขาและพ่อแม่พี่น้องที่อินเดีย เคยมีเคยใช้มาทั้งชีวิตซะอีก …เป็นจริงได้กับหลายคนเชียวค่ะ

หนังสือสอนการจัดเก็บของให้เป็นระเบียบ Organize Yourself หรือแม้แต่การโละของทิ้ง Clutter be Gone มีให้เลือกหาเต็มหิ้งในร้านหนังสือหรือห้องสมุดค่ะ “แป” เองก็มีอยู่เล่ม ยังไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านเท่าไรเลย เลยกลายเป็นขยะอีกชิ้นในบ้านไปซะ แป๊ว

เรื่องนี้ไม่รู้จะโทษใครดี นอกจากตนเอง แต่ก็ขอกล่าวโทษ “โลกวัตถุนิยม” ด้วยสักนิดดีกว่า จะได้ไม่รู้ผิดต่อตัวเองมากเกินไปนิ อิอิ เพราะเดี๋ยวจะมัวแต่โทษตัวเองจนหมดแรงรื้อจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ

เฮ่อ เหนื่อยค่ะ แต่ได้บทเรียนในคราวนี้คะว่า จะซื้อของชิ้นใดต่อไปจากนี้ นอกจากต้องดูเงินในกระเป๋าแล้ว ก็ต้องหาดูที่เก็บที่วางให้มันก่อนด้วยค่ะ

อาหารอร่อยในอเมริกา

This item was filled under Live

cafegratitudeอเมริกาเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติและหลากความเชื่อ ทำให้มีอาหารหลากหลายให้ลิ้มลอง โดยเฉพาะเขตเมืองใหญ่ อย่างนิวยอร์กซิตี้ ชิคาโก แอลเอ หรือซานฟราน ยิ่งมีให้เลือกชิมจนลายตา

เมื่อเร็วๆ นี้ “แป” ไปเที่ยวแถวอ่าว เบย์เอเรีย Bay Area ทางทิศตะวันตก ไม่ไกลจากซานฟรานมากนัก นอกจากได้กินอาหารจีนสุดอร่อย ขึ้นชื่อของซานฟรานแล้ว ยังได้ไปลองอาหารเจ สไตล์อัฟริกัน-จาไมก้า ด้วยค่ะ

โอ้ แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมค่ะ เมนูอาหารก็ดัดแปลงได้ดี มีผักรวมมิตรห่อสาหร่ายคล้ายอาหารญี่ปุ่น ราดด้วยซอสปรุงพิเศษ อีกจานเป็นเนื้อเจกับข้าวโพดอ่อนผัดกับแกงเหลือง คล้ายแกงกะหรี่แบบบ้านเรา

jamaicanแต่ที่เด่นเกินอื่นใด คือ พนักงานของร้านค่ะ หาไม่ได้ง่ายๆ ที่เมืองไทย ให้ดูรูปเลยล่ะกัน เห็นหน้าดำ แต่งตัวคล้ายหมอผีอย่างนี้ พูดจาเย็นและใจดีมากๆ เลยนะคะ ส่งลาเราด้วยรอยยิ้มหวานและวลีว่า Bless of Love ซึ้งเชียวค่ะ

อีกร้านอาหารที่ไม่ได้ตั้งใจไปกินแต่แรก แต่เผอิญร้านที่ว่าจะไปยังไม่เปิด เลยเดินเที่ยวเล่น จนผ่านไปเจอร้านนี้ Cafe Gratitude นางกวักคงแรงน่ะคะ “แป” เลยเผลอเดินเข้าไปขอดูเมนู ปรากฎว่าเป็นอาหารมังสวิรัติแบบ Raw Food อาหารไม่ผ่านความร้อนสูง ไม่ปรุงสุก เน้นรสชาติแท้ๆ ตามธรรมชาติ

ชื่อRawfoodcafeรายการอาหารก็เท่ เริ่มต้นว่า I am …ต่อด้วยคำคุณศัพท์ในแง่ดี เช่น I am graceful, I am blissful, I am delight ร้านอาหารแต่งสวย สไตล์ที่ “แป” ชอบเชียว อิฐแดง ไฟสปอร์ทไล้ท์ เพดานสูง มีภาพเขียนสีสด นอกจากนี้ สาวเสริ์ฟก็เก๋ค่ะ เสริมให้บรรยากาศฮิปกิ๊บเท่ อย่าบอกใคร

พูดถึงเรื่องอาหารการกินแล้ว ที่หนึ่งที่ “แป” นึกถึงเป็นพิเศษ เป็นสุดยอดของโลก คือ…ตั๊นตั๊นแต๊น… ที่กรุงเทพฯ ค่ะ เชื่อไหมค่ะว่ากรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร แผ่นดินทองของบ้านเรานั้น มีอาหารอร่อยๆ ทั้งแบบพื้นเมือง นานาชาติ หรือดัดแปลง fusion คัดสรรกันมารวมไว้ที่มหานครของเรา กลับไปที่ไร ต้องตระเวนลองชิมและกินจนพุงพองเป็นลูกโป่ง

ที่ขออนุญาตเอ่ยถึง โดยไม่ได้ค่าโฆษณา คือ ร้านราซายานา ซอยสุขุมวิท 39 ค่ะ http://www.rasayanaretreat.com/raw-cafe.htm Raw Food อร่อยติดใจ หาไม่ได้ง่ายๆ แม้แต่ที่อเมริกา

วันนี้ใครได้กินอาหารอร่อยๆ คิดถึง “แป” ด้วยนะคะ อยากไปกินด้วยจัง

ชิมไวน์รื่นลิ้น ที่ Napa Valley

This item was filled under Travel

อาทิตย์ก่อน หยิบหนังสือ รวยล้านเหรียญ มาพลิกๆ ดูอีกครั้ง เจอเรื่องร้านอรุณ ทำให้นึกไปถึงตอนไปสัมภาษณ์ ได้ชิมไวน์รสเลิศที่คุณอรุณกรุณาจัดสรรให้

napasignประจวบกับพอดีมีโอกาสจะได้ไปเที่ยวทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เลยไม่พลาดที่จะต้องไป Napa Valley (นาปา วัลเล่ย์) ให้ได้ค่ะ

Napa Valley อยู่เหนือเมืองซานฟราน ขึ้นสะพานข้ามช่องแคบไปไม่ไกลนัก เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของอเมริกา (wine country) และกลายเป็นที่่รู้จักกันดีไปทั้วโลก หลังจากมีการให้นักชิมชื่อดังจากทั่วสารทิศ มาปิดตา ลองชิมไวน์ที่มาจากทุกมุมโลก (Blind Testing) ผลปรากฎว่า ไวน์จาก “นาปา วัลเล่ย์” ซึ่ง ณ ขณะนั้นไม่เป็นที่รู้จัก (no name) ได้รับการโหวตให้เป็นไวน์ชั้นยอด ได้อันดับหนึ่งไปครอง ตั้งแต่นั้นมา ไวน์จากที่แหล่งนี้เลยดัง หยุดไม่อยู่เลยล่ะคะ

napachateauที่ไร่ทำไวน์ Wineries แต่ละแห่ง มีการให้ชิมไวน์ที่พวกเขาผลิตเองด้วยค่ะ เมื่อก่อนจะฟรี แต่ปัจจุบัน หลังจากคนนิยมมาชิมมากขึ้น (และอาจจะมีคนชิมมากกว่าคนซื้อ) ไร่ต่างๆ จึงเก็บค่าชิม ราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ $5-50 นะคะ หลายแห่งมีพาทัวร์ชมกรรมวิธีขั้นตอนการผลิตด้วย

หากใครไม่ใช่นักดื่มไวน์ จะแค่แวะมาเที่ยว นาปา วัลลเล่ย์ ก็ได้นะคะ อากาศสบาย แดดอุ่น  มีเนินเขาเตี้ยๆ คอยรับลมทะเล และกักความชื้น กลางวันอุ่น กลางคืนเย็นๆ ซึ่งเหมาะกับการปลูกองุ่น และเหมาะกับการให้ผู้คนมาพักผ่อน มาดูวิวทิวทัศน์ต้นองุ่น ที่เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ล่อใบรับลมแดดอย่างเพลิดเพลิน

napacottageหรือจะแค่มาดูตึกโรงทำไวน์ กับบรรยากาศที่หลากหลายของไร่แต่ละแห่ง เช่น บางแห่งเป็นแบบราชวังชาโตอย่างฝรั่งเศส Chateau  บางแห่งเป็นแบบกระท่อมหินในแมกไม้ใหญ่ Cottage style สวยแตกต่างไปตามแต่ละรสนิยมคนชอบ

หรือจะมาเพื่ออาหารการกินโดยเฉพาะ นาปา วัลเล่ย์ ก็ยินดีต้อนรับค่ะ ร้านอาหารอร่อยๆ (ราคาค่อนข้างแพง) แถวนี้มีให้เลือกมากมาย ที่ได้รับการต้อนรับที่ดี เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสซึ่งแนะนำไวน์คู่กันไปกับอาหารแต่ละจาน Food-Wine Pairing

napasattuiหรือใครมาถึงนาปา วัลเล่ย์แล้ว รู้สึกวุ่นวาย คนเยอะกว่าที่คิด จะลองเลยไป Sonama โซโนม่า เมืองพี่เมืองน้องย่านใกล้เคียง เพียงแค่เนินเขากั้นแบ่งเขต ก็ได้นะคะ โซโนม่าเป็นเมืองขนาดเล็กกว่า มีไร่ทำไวน์ไม่มากเท่านาปา แต่มีความเลิศหรูไม่แพ้กัน และหลายคนคอไวน์ตัวจริง บอกไว้ว่าไวน์บางอย่างที่โซโนมา รสชาติดีกว่านาปา วัลเล่ย์ ซะอีกค่ะ

เที่ยวสนุก ชิมไวน์อร่อยแล้ว ขับรถกลับระวังด้วยนะคะ เมาไม่ขับ ไม่งั้นหลับไม่ตื่นค่ะ