ไปสอบสัญชาติอเมริกัน

This item was filled under American, Come to USA

ช่วงนี้มีเพื่อน ๆ หลายคนถามว่าไปสอบซิติเซ่น (สัญชาติอเมริกัน US Citizenship – ภาษาทางการเรียกว่า US Nationalization ทำกันยังไง พอดีพึ่งผ่านประสบการณ์นี้มาหมาด ๆ เลยอยากจะเล่าเอาไว้

มีสิทธิ์สอบหรือยัง ขั้นตอนนี้นานมากเพราะว่าต้องรอหลังจากได้ใบเขียวเป็นผลเมืองถาวรถึง ๕ ปี จึงจะสมัครได้ยกเว้นว่าแต่งงานกับคนอเมริกัน (๓ ปี) หรือไปเป็นทหาร (๑ ปี)จะลดเวลารอลงมา

กรอกใบสมัคร คนรู้จักที่สนใจอยากจะสมัครสัญชาติอเมริกันเช่นกัน มักจะมาขอเอกสารขั้นตอนการสมัคร ทั้ง ๆ ที่ไปเอาได้โดยตรงจากเว็บของ USCIS www.USCIS.gov ไ้ด้เลย ฟอร์มชื่อ N-400 แนบรูปถ่ายไปด้วยสองใบ ให้ถ่ายแล้วอัดมาให้ได้ตามสเปกนี้นะครับ

จ่ายเงิน ส่งใบสมัคร ใบสมัครนี่ส่งได้สามเดือนล่วงหน้าก่อนมีถึงวันมีสิทธิ์สอบ ต้องเขียนเช็คจ่ายกะตังค์แนบไปด้วยไม่งั้นเขาก็ไม่ทำเรื่องให้ แต่ถ้าคุณจนมาก ๆ อาจจะมีโอกาสขอความช่วยเหลือผ่อนผันได้  ตอนส่งควรจะส่งแบบลงทะเบียนหรือยืนยันการส่งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่หาย

รอจดหมายยืนยัน พอส่งไปสมัครไปสักพักจะได้จดหมายยืนยันว่าได้รับใบสมัครกับสตางค์ของเราแล้ว

ไปพิมพ์ลายนิ้วมือ พอได้จดหมายยืนยันว่าเขาได้รับใบสมัครและเอกสารครบ เขาก็จะนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็ให้ไปพิมพ์ตามวันที่นัดไว้ จะไปก่อนไปหลังเวลานัดหน่อยก็ไม่ว่ากันช่วงนี้คนไม่เยอะ สำคัญว่าต้องไม่เอามือถือติดตัวไปที่ตึกพิมพ์ลายนิ้วมือ ไม่รู้ว่าทำไม ก็ให้ิทิ้งไว้ที่รถ ตอนที่ไปพิมพ์ลายน้วมือถ้าเขาเห็นว่าเราสมัครซิติเซ่นเขาจะให้เอกสารกับ CD เพื่อศึกษาเตรียมตัวสอบมาด้วย

ได้จดหมายนัดวันสอบ ถ้าพิมพ์ลายนิ้วมือไม่มีปัญหา ตรวจดูแล้วลายมือคุณไม่อยู่ในแฟ้มอาชญากรรมใด ๆ ก็จะได้จดหมายนัดวันสอบอีกแปดสัปดาห์ ก่อนไปสอบก็ให้ทวนข้อสอบ โดยเฉพาะข้อที่จำไม่ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ข้อสอบนั้นไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายขนาดไม่ต้องเตรียมตัว เอาให้ผ่านเสียแต่แรกจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปสอบใหม่ (รู้สึกจะให้แก้ตัวได้แค่ครั้งเดียว) สอบตกจะเสียดายเงินค่าสมัครซึ่งไม่ใช้น้อยเลย (ปัจจุบัน $675)

ข้อสอบที่ต้องอ่านมี 100 ข้อ อยู่ในสมุดที่เขาแจกให้ตอนไปพิมพ์ลายนิ้วมือ เวลาสอบเขาจะถามปากเปล่า (interview) โดยสุ่มเลือกขึ้นมา 10 ข้อ เราต้องตอบให้ถูกอย่างน้อย 6 ข้อ หากตอบได้ก็จะทดสอบการอ่าน-เขียนภาษาอังกฤษ เช่น ผู้เขียนเจอประโยคให้อ่าน who lives in the White House? เจอให้เขียน The President lives in the White House.

ไปสอบ ก็แต่งตัวดีหน่อย ตื่นแต่เช้าไปสอบตามที่นัด เอาใบเขียวกับจดหมายนัดไปด้วย จะไปสายนิดหน่อยก็ไม่ซีเรียสแต่อาจทำให้รอนานขึ้น เตรียมตัวไปรอซักครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงนึง มือถือจะถูกบอกให้ปิดตลาดเวลาในตึก ตอนที่สอบก็มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรสำหรับคนเตรียมตัวไปดี แต่เอกสารอาจจะมีปัญหาอะไรบ้างนิดหน่อย ก็ทำใจให้สบาย เจ้าหน้าที่จะจริงจังมากเกี่ยวกับเครื่องเอกสาร ถ้ามีอะไรที่ไม่ตรงก็ให้ยืนยันไปตามความจริง ก็จะผ่านไปได้ ทุกอย่างเรียบร้อยดีก็จะได้ตราประทับว่าเรื่องผ่าน (approved)

วันสาบานตน อีกพักหนึ่งก็จะได้จดหมายนัดไปสาบานตน จะเป็นที่ศาลของรัฐบาลกลาง ให้แต่งตัวดี เขาจะนัดคุณไปก่อนเวลานิดหน่อย ก็ไปรอ ๆ จนกว่าเขาจะเปิดให้เข้าห้อง ไปถึงจะรู้เองว่าห้องไหนเพราะจะเห็นคนหน้าตาแบบต่างชาติยืนรออยู่เยอะ ๆ มือถือจดหมายคล้าย ๆ ของเรา ไม่พลาดแน่ แนะนำว่าให้กรอกเอกสารด้านหลังจดหมายพร้อมเซ็นชื่อไปให้เรียบร้อย เขาจะตรวจก่อนให้เข้าไปในห้อง วันนั้นจะมีเจ้าหน้าที่มีชี้ชวนให้เปลี่ยนสถานะโซเชี่ยว และลงทะเบียนเลือกตั้งด้วย จะมีเอาสารให้กรอกอีก แต่จะไม่สนใจแล้วไปทำทีหลังก็ได้ แต่ทำให้เสร็จ ๆ ไปเลยจะดีกว่า พิธีก็ไม่ีมีอะไรมากเขาให้พูดอะไร ก็ว่าตาม ๆ ไป โบกธงรักชาติหน่อยนึง แล้วก็รับเอกสารกลับบ้านได้ สองสามชั่วโมงก็เสร็จแล้ว

ต้องขอบอกหน่อยว่าเวลาไปสถานที่ราชการเหล่านี้จะต้องเสียค่าที่จอดรถด้วย ยกเว้นแต่ตอนที่พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำใจและเตรียมเงินสดไปนะครับ

Share/Save/Bookmark

หนังสือเล่มใหม่

This item was filled under Xtra

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน โดยเฉพาะแฟนๆตัวจริงที่ตามอ่านเสมอมา ช่วงนี้ต้องขอโทษที่หายไป ไม่ได้มาเขียนบทความสม่ำเสมอเช่นก่อนมา

กำลังทำหนังสือเล่มใหม่คะ เกี่ยวกับ “อาชีพคนไทยในอเมริกา” เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาเดินทางไปเขตเมืองแอลเอ ได้ไปสัมภาษณ์สี่อาีชีพ สนุกมากเลยคะ เปิดโลกใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนจะเป็นอาชีพอะไรนั้น ขออุบไว้ก่อน

รออ่านได้ในอีกไม่นานนะคะ ช่วงเป็นกำลังใจให้ด้วยคะ เพราะเดินทางไปเก็บข้อมูลทีไร เหนื่อยเอาการ กว่าจะได้เอางานค่ะ

ช่วงนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วงที่อเมริกาแล้ว เป็นฤดูหนึ่งที่โรแมนติก อากาศเย็นแต่ไม่หนาว อาหารและผลไม้อร่อย เมืองไทยเป็นไงบ้างเอ่ย

Share/Save/Bookmark

ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

This item was filled under Come to USA

การได้วีซ่าเข้าประเทศอเมริกา ไม่ได้เป็นใบรับประกันว่าจะได้เข้าเมกาแน่ๆ ค่ะ เพราะเมื่อเดินทางมาถึง ลงเครื่องบินแล้วก็ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม. Port of Entry  หรือ Immigration Check Point) ซึ่งจะสัมภาษณ์เราอีกที และมีสิทธิ์ตัดสินว่าจะให้เข้าประเทศ กักขังไว้ชั่คราว หรือส่งตัวกลับทันที

checkpointที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินว่า มีคนไทยโดนปฎิเสธไม่ให้เข้า แต่ “แป” เคยได้ยินคนเอเชียนชาติอื่นมีปัญหาเข้าไม่ได้นะคะ วันนี้เลยอยากฝากเคล็ดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผูถือวีซ่า non-immigrant visa เช่น นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ เพื่อเตรียมตัวไว้ตอนผ่านด่านนะคะ

ก่อนลงจากเครื่อง กรอกเอกสาร I-94 ให้เรียบร้อย ครบถ้วน ทุกช่องที่ให้ใส่ข้อมูล ใส่ให้ครบเลยนะคะ เขียนให้ชัดเจน สะกดให้ถูกต้อง เขียนผิดหรือลบไม่ชัดให้ขอแผ่นใหม่ กรอกไม่เป็น ก็ขอพนง.สายการบินช่วยกรอกให้ได้ค่ะ

ลงจากเครื่องมาเข้าแถวในช่องด่านตรวจให้ถูกช่องค่ะ จะมีช่อง ผู้ถือสัญชาติ ผู้ถือใบเขียว ผู้ถือวีซ่านักเรียน และวีซ่าท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ ก็ดูให้แน่ใจหรือถามเจ้าหน้าที่แถวนั้นให้แน่ๆ  จะได้ไม่เข้าแถวผิดให้เสียเวลา

เตรียมเอกสารที่อาจโดนเรียกตรวจให้ครบ แน่นอนค่ะ ในพาสสปอร์ตต้องมีวีซ่าอเมริกา (คั่นหน้าให้เขาเปิดง่ายๆ ก็ดีค่ะ) เอกสารอื่นๆ ก็เช่น หลักฐานการเงิน จดหมายเชิญจากผู้ที่อยู่อเมริกา จดหมายรับรองการเป็นนักเรียนจากสถาบันการศึกษา ตั๋วเครื่องบินขากลับ หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายเรา เป็นต้น

ตอบคำถามให้ตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอเข้ามา จะมาเที่ยวก็ต้องตอบว่าจะไปเที่ยวไหน จะมาเรียนก็ต้องบอกได้ว่าจะเรียนอะไร ที่ไหน หากตอบไม่ตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอมา เขาจะถือว่าเราตั้งใจบิดพลิ้ว อาจหลบหนี จะยอมไม่ให้เข้าประเทศง่ายๆ ค่ะ

checkpoints1เวลาตอบคำถามก็ต้องมั่นใจค่ะ พูดได้เท่าไร จะกี่คำก็พูดไปเถอะคะ อย่าทำท่าประหม่า สั่นกลัว เขาจะคิดว่าเรากำลังทำผิด อย่าหงุดหงิดหรือคิ้วย่น หน้าบึ้ง เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่พอใจเป็นธรรมดา ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายเข้าไปใหญ่

หากงงจนแต้มจริงๆ ก็ขอล่ามได้ มีพนักงานแปลหลายภาษา ไว้ค่อยให้บริการตามสนามบินใหญ่ อย่างแอลเอ นิวยอร์กซิตี้ แต่ทางที่ดีควรซ้อมตอบคำถามไปให้คล่องดีกว่าค่ะ คำถามทั่วไปก็เช่น มาทำอะไร มานานแค่ไหน จะไปอยู่ไหน เคยมาเมกาไหม มากับใคร

ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้แต่งตัวดีๆ คะ หลายคนอาจจะว่ามันไม่จำเป็น แต่เจ้าหน้าที่เขามีเวลาตัดสินใจ (บนความเป็นความตายของเรา) เพียงไม่กี่นาที บวกกับการที่เขาต้องเจอคนวันละเป็นร้อยๆ ความประทับใจในวินาทีแรก เป็นอะไรที่ช่วยได้คะ นอกจากนี้เวลาที่เราเดินทางนานเป็นวันๆ บนเครื่องบิน ก็ทำให้เราโทรมลงได้มาก เสื้อผ้าดีๆ ก็ช่วยให้เราดูแจ่มขึ้นมาได้หน่อย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.naimiang.com/incoming-to-america/

http://www.cbp.gov/xp/cgov/travel/

ยินดีต้อนรับสู่อเมริกาค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ

Share/Save/Bookmark

งานนวดในอเมริกา

This item was filled under Work

มีหลายคนสนใจอยากจะทราบเรื่องงานนวดในอเมริกา วันนี้พอมีเวลาเลยหาข้อมูลมาฝากค่ะ

ด้วยความที่อเมริกาแบ่งการปกครองเป็นแต่ละรัฐ (ถึงตั้งชื่อประเทศ “สหรัฐอเมริกา” United States of America) กฎหมายจึงแล้วแต่ๆ ละท้องถิ่น รวมไปถึงกฎเกณฑ์การเป็นหมอนวดด้วยค่ะ (แบบนวดอาชีพ ไม่ใช่นวดแถมนาบน่ะคะ) เข้มงวดมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐค่ะ

ขั้massageนตอนคร่าวๆ สำหรับผู้สนใจจะประกอบอาชีพนวด Massage Therapist ที่อเมริกานั้น

  • ควรถามตัวเองให้แน่ใจว่า รักหรือชอบจะเดินทางสายนี้แน่ไหม ต้องไปจับเนื้อต้องตัวใครก็ไม่รู้ นวดก้นนวดตีนชาวบ้าน ไม่ควรคิดแค่ว่าทำเพราะเงินเท่านั้น ไม่งั้นทำไปสักพักจะไม่ชอบ เบื่อหน่าย…เสียดายค่าเล่าเรียน หรือไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเสียไป ดังนั้นจึงควรถามไถ่ให้รู้จักธรรมชาติของงาน ลองฝึกงาน หรือลองทำตัวเป็นลูกค้าไปนวด เพื่อรู้จักงานนี้อย่างแท้จริง
  • ลองคาดว่าจะมาอยู่ที่รัฐไหน หาข้อมูลการประกอบอาชีพนวดของรัฐนั้นๆ ว่ามีความยากง่ายแค่ไหน ไล่ตั้งแต่บางรัฐต้องเรียน 500 บางรัฐถึง 1,000 ชั่วโมง หลายรัฐต้องสอบผ่านข้อสอบมาตราฐาน ดังนั้นจึงควรหาข้อมูลกฎเกณฑ์รัฐนั้นให้ดี เพื่อจะได้ตัดสินใจได้ว่า ควรย้ายรัฐจะดีกว่า หรือควรสู้ไม่ถอยต่อไปดี http://www.amtamassage.org/government/state_laws.html
  • หาโรงเรียนที่ได้รับการรับรอง Accredited ซึ่งระดับการรับรองก็มีหลายระดับ อาจแค่ของท้องถิ่น รู้จักยอมรับกันได้ หรือระดับของรัฐนั้นๆ หรือถ้าจะให้ดีควรได้จากกระทรวงศึกษาของอเมริกา (USDE) วิชาที่ต้องเรียนก็เช่น ร่างกายคน เนื้อเยื่อกับอวัยวะ กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว  ธุรกิจ และจริยธรรม เป็นต้น โรงเรียนบางแห่งก็ช่วยหางานให้ทำหลังเรียนจบด้วยนะคะ
  • massage3สอบเอาใบประกาศ Certified หรือใบอนุญาตประกอบอาชีพ License โดยสอบข้อสอบของ National Certification Examination for Therapeutic Massage and Bodywork (NCETMB) ให้ผ่านค่ะ ตัว “แป”เองไม่เคยสอบ แต่เดาว่าไม่ง่ายแน่ๆ แต่หากสอบผ่าน โอกาสหางานก็เพิ่มขึ้น สปาหรือร้านนวดดังๆ ก็มักรับแต่ผู้ที่ผ่านข้อสอบมาตราฐานนี้เท่านั้น อีกทั้งอย่างน้อย 33 รัฐก็ระบุว่า ต้องสอบข้อสอบนี้ผ่าน จึงสามารถประกอบอาชีพนวดได้

งานนวดก็เหมือนวิชาชีพอื่นๆ ที่ต้องลงทุนทั้งในด้านเวลาศึกษา เงินค่าเรียน และความอุตสาหะอ่านตำรา ไปฝึกงาน ไหนจะต้องต่อใบรับรองวิชาชีพทุก 4 ปี โดยต้องทำงานนวดไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงและเรียนเพิ่มเติมจนครบที่กำหนดด้วย (ไม่ใช่ได้ใบรับรองไปตลอดชีวิตค่ะ) ดังนั้นจึงต้องคิดให้ดีๆ ว่าจะเดินทางสายนี้แน่หรือไม่

แต่งานนวดก็มีข้อดีมากมาย ได้ช่วยคนให้ผ่อนคลาย หายเจ็บปวด หายเมื่อย และยังได้ค่าตอบแทนที่ไม่เลวเลย แถมความต้องการและจำนวนลูกค้าก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อนาคตในอาชีพนี้จึงค่อนข้างสดใส

massage2ปล. นอกจากงานวดให้คน ไม่ว่าจะหญิง ชาย เด็ก แล้ว งานนวดให้สัตว์เลี้ยง เช่น หมา แมว ม้า ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะคะ

Share/Save/Bookmark

อกหักต้องหนีมาเมืองนอก?

This item was filled under Come to USA, Xtra

ประเด็น “อกหักหนีมาเมืองนอก” ได้รับความนิยมมาตลอด ตั้งแต่ “แป” เริ่มสาวจนตอนนี้สาวน้อย วันนี้ก็ไปเห็นกระทู้นี้ที่เว็บห้องไกลบ้าน ของพันธุ์ทิป เลยหยิบมาฝากค่ะ หลายความเห็นให้ข้อคิดดีๆ

http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H8175033/H8175033.html

loveโดยส่วนตัว “แป” ว่า การมาเมืองนอกนั้น คล้ายกับการมีความรัก เริ่มจากเราต้องเตรียมตัว เตรียมใจ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ละย่างก้าวทุกการกระทำ ก็อยากให้ออกมาดี เป็นที่ประทับใจ เหมือนเวลาจะไปเดท ก็ทำผมใส่ชุดงามไปให้เขาหรือเธอชม จะไปสัมภาษณ์ขอวีซ่า ก็ต้องพยายามสร้างความประทับใจเช่นกัน

ช่วงรักสดใส โลกรอบๆ ตัวก็เป็นสีชมพู ทำได้ทุกอย่าง เขาชอบอะไรที่เราไม่เคยชอบมาก่อน เราก็ยอมเปิดรับสิ่งนั้นได้ ไม่ต่างกับตอนเดินอยู่เมืองนอก อะไรก็ดูตื่นตา ต้องใจไปหมด อาหารใหม่ๆ ก็กล้าลองกิน

แต่เมืองนอกจะเป็น “ยา” แก้อกหักรักคุด ได้หรือไม่นั้น คงไม่มีใครตอบได้ฟันธง

การมาเมืองนอก ให้ความรู้สึกซ่าบซ่าเหมือนตอนมีความรัก ให้ความหวังถึงอนาคต ทำให้เลือนความเศร้าในปัจจุบัน ให้กำลังใจว่าโลกนี้ยังมีอะไรน่าสนใจกว่าคนๆ นั้นมากนัก ให้ความมั่นใจว่าเราก็อยู่ได้ด้วยตนเอง (อยู่เมืองนอกต้องทำอะไรเองเกือบทุกอย่างนะคะ ขอเตือนล่วงหน้า)

love2แต่ถ้าตัวอยู่ไกล หากใจยังอยู่ที่เดิม บางทีมันก็ไม่ช่วยอะไรน่ะคะ อาจเสียเงิน เสียเวลา มาเมืองนอกเสียเปล่า แถมของสวยๆ งามๆ ที่ควรได้เห็น ก็ได้แต่มอง-แต่ไม่เห็น แล้วก็บอกก็จำไปตลอดชีวิตว่าเมืองนอก “ไม่มีอะไร”

ใครจะรักษาโรคอกเดาะ ด้วยการมาเมืองนอก หรือไปเมืองนา เข้าป่า ลุยดง ท่องพงไพร ไปต่างจังหวัด เข้าวัดฟังธรรม ทำสมาธิ ให้พระเป่ากระหม่อม ให้หมอผีปัดรังควาน หรือจะหาเพื่อนสังสรรค์ปรับทุกข์ เปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนยาสีฟัน หรืออะไรก็แล้วแต่ตามความถนัดใจ

แต่โดยส่วนตัว “แป”  ว่า “มีใหม่” หายเร็วที่สู้ดค้ะ จริงนะ

เหมือนการมาอยู่เมืองนอก จะมีความสุขได้ก็ต้องเปิดใจ ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ จะไปพร่ำบ่นว่าไม่เหมือนบ้านเรา ก็คงต้องบ่นไปจนเราตายก่อนเอง จะครวญครางว่า ไม่มีใครเหมือนคนที่เรารัก มันก็แน่อยู่แล้ว

จะมีใครเหมือนใครในโลกที่ไหนล่ะคะ ขนาดพี่น้องแฝดเหมือน หรือแม้แต่แมวโคลนนิ่ง ยังไม่เหมือนกันเลยหน้อ และยังอยากจะได้อีกหรือ ไอ้คนที่เหมือนกับคนทำเราช้ำใจนะ จะเอาไปทำไม เอาใหม่ทั้งที มันต้องดีกว่าเดิมสิ ใช่ไหมค่ะ

อย่าเพิ่งเข็ดความรักกันนะคะ เพราะความรักนั้นเหมือนทุกอย่างบนโลกกลมๆ ใบนี้ “มีหลายด้าน และดิ้นได้เสมอ”

เอาใจเชียร์ให้รักอยู่คู่โลกคะ

Share/Save/Bookmark

เปิดร้านอาหารไทยในอเมริกา

This item was filled under Work

เศรษฐกิจทั่วโลกตกสะเก็ด หลายคนจึงคิดอยากมาลองเสี่ยงโชคลงทุนในดินแดนแห่งโอกาส – ประเทศอเมริกา – ธุรกิจที่คนไทยส่วนใหญ่ทำที่นี่ คือ ร้านอาหารไทย วันนี้ “แป” เลยอยากพูดถึงการเปิดร้านอาหารไทยในอเมริกา สักนิดนึงนะคะ

thairestก่อนคิดเปิดร้าน ควรศึกษากฎเกณฑ์ กฎหมาย (law and regulation) และคิดคำนวนค่าใช้จ่ายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้นะคะ ที่เมกานั้นมีระเบียบการเปิดสถานที่ขายอาหารที่เข้มงวดมาก เช่น ท่อระบายไขมัน (grease trap) หรือท่อทิ้งของเสีย (sewer) ก็ต้องเป็นไปตามที่รัฐกำหนด (City permit) ไม่งั้นก็ต้องขุด เจาะทำให้ถูกต้อง มีร้านไทยแห่งหนึ่งซื้อบ้านว่าจะมาทำเป็นร้านอาหาร หมดไปหลายแสนเหรียญเพื่อขุดท่อ สุดท้ายก็เปิดไม่ได้ ต้องขายบ้านขาดทุนไปค่ะ

ท่อดูดควัน ทางหนีไฟ ระบบฉีดน้ำเผื่อเกิดไฟไหม้ ห้องน้ำลูกค้าที่ต้องกว้างพอสำหรับรถเข็นคนพิการ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องส่งให้ทางรัฐบาลท้องถิ่น City อนุมัติแบบร่าง (Blueprint) และตรวจสอบอย่างละเอียด ดังนั้นกว่าจะเปิดร้านได้ก็ใช้เวลา และบางครั้งก็ใช้เงินก้อนใหญ่ทีเดียวค่ะ

นอกจากค่าใช้จ่าย (Expenses) ในการก่อสร้าง (construction) ซื้ออุปกรณ์ (equipment) เตรียมเปิดร้านแล้ว ก็ยังมีค่าเช่า (rent) ค่าน้ำไฟ (utility) ค่าภาษีที่ดิน (property tax) ค่าดูแลสถานที่ส่วนกลาง (common area maintenance – CAM) อีกจิปาถะที่ต้องคิดและเผื่อเงินไว้ด้วยนะคะ ยิ่งในรัฐที่หนาวหรือร้อนจัด ค่าไฟเดือนละพันกว่าเหรียญนี่ เรื่องธรรมดามากค่ะ

เปิดทำการไปแล้ว ก็มีค่าแรงงาน (labor cost) อย่างน้อยก็ต้องขั้นต่ำตามรัฐกำหนด นอกจากเด็กเสริ์ฟที่ได้รวมจากทิป ชั่วโมงละเท่าไรนั้น ก็แล้วแต่ๆ ละรัฐกำหนดค่ะ (อย่างพ่อครัวเอก เดือนละ $1,200-2,000; ผู้ช่วยคนครัวก็อาจทั้งวัน $60-100; เด็กเสริ์ฟชั่วโมงละ $4 เปลี่ยนแปลงตามแต่ตกลงกันนะคะ)

thai02ดังนั้นกว่าจะได้เงินมาเข้ากระเป๋า ก็อาจต้องควักออกไปเยอะ จึงควรมีเงินสำรองหนาพอควร และมีเงินพอค่าใช้จ่าย เผื่อขาดทุนอย่างน้อย 1 ปี (อาจมีคนเคยบอกว่า 6 เดือน แต่เศรษฐกิจฝืดเช่นปัจจุบันนี้ เผื่อไว้นานหน่อยดีกว่าค่ะ)

หากคิดดีแล้ว เอาจริงแน่ แนะนำให้ซื้อต่อร้านที่เจ๊งไป หรือต้องการขาย (หากคุณสมบัติทุกอย่างตรงกับที่เราต้องการ เช่น ทำเล ราคาขาย อุปกรณ์เครื่องครัว) ส่วนใหญ่จะเป็นร้านจีนซึ่งมีอุปกรณ์ครัว และพื้นที่ร้าน รวมถึงภาพลักษณ์ความเป็นอาหารเอเชียน ค่อนข้างใกล้เคียงกับร้านอาหารไทย

ซื้อร้านมาทำต่อ หรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงใหม่ จะถูกกว่าเริ่มต้นใหม่หมดมากทีเดียวเชียวค่ะ เช่น แค่ $70,000 แทนที่จะเป็น $200,000 เป็นต้น และอาจจะเริ่มธุรกิจได้ทันที (Turnkey) แทนที่จะต้องคอยให้ city พิจารณาอนุมัติ blueprint

หลายแห่งที่เจ้าเก่าทำแล้วเจ๊ง ขาดทุนยับ เขาก็ปิดร้านหนี ทิ้งสมบัติไว้ เราก็อาจคุยกับเจ้าของที่ (landlord) ได้อุปกรณ์ฟรี จ่ายแต่ค่าเช่า กับค่าตกแต่งใหม่ อีกหลายครั้งที่สามารถต่อรองกับเจ้าของที่ ขอลดค่าเช่า หรือขอฟรีหลายเดือน สามเดือนหกเดือน ระหว่างตกแต่งเตรียมเปิดร้าน ซึ่งเขาก็อาจยอม ดีกว่าไม่มีคนเช่า บางทีก็ลองคุยออกค่าตกแต่งคนละครึ่ง อะไรที่ทำแล้ว ทำให้ตึกเขาสวยขึ้น คงทนขึ้น เขาก็อาจจะยอมออกให้บ้างบางส่วน

ยุุคข้าวยากไม่ใช่แต่หมากที่แพง เจรจาต่อรองไว้ก่อน ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหายค่ะ คนมีที่ให้เช่านั้น ตอนนี้กลัวไม่มีคนเช่ามากกว่าอะไรทั้งนั้น

thairestหาร้านได้ เตรียมทุกอย่างพร้อมเปิดร้าน ก็ต้องหา ลูกค้าค่ะ (จริงๆ แล้วอาจจะเป็นอย่างแรกๆ ที่ต้องคิดนะคะ) ร้านเราจะมี concept อย่างไร ลูกค้ากลุ่มไหน มีใครเป็นหลัก รายการอาหารจานใดที่เด่น ตั้งราคาเท่าไร จัดจานอย่างไร เมนูหน้าปกแบบไหน แต่งร้านแบบไหน สี โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น อะไรที่จะทำให้ลูกค้ามาร้านเรา แทนที่จะไปร้านอื่นที่เปิดมาก่อนหน้าเรา และที่จะเปิดใหม่มาแข่งกับเรา …เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดค่ะ

อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือเล่ม

  • “ทำร้านอาหารอย่างไร ให้โดนใจลูกค้า” โดย ก.อรวรรณ สนพ. Animate Group
  • คู่มือเอาตัวรอดในอเมริกา โดยสนพ. ดับเบิ้ลเอ บท “ทำงานทำเงิน” ร้านอาหาร
  • รวยล้านเหรียญ” สนพ. แพรว ซึ่งมีสัมภาษณ์เศรษฐี 2 ท่านที่รวยจากร้านอาหาร และความคิดเห็นจากท่านอื่นๆ ที่เคยเปิดร้านอาหารด้วยน่ะคะ

โชคดีนะคะ ขอเทพเจ้าแห่ง “เตา” คุ้มครองให้ขายดีค่ะ

Share/Save/Bookmark

สาวไทยกับฝรั่ง

This item was filled under American, Xtra

ผ่านไปเห็นกระทู้อันหนึ่งในพันธุ์ทิพย์ ได้รับความนิยมมาก ผู้คนแสดงความคิดเห็นกันเกือบร้อย

นอกจากนี้ หลายครั้ง มีคนผ่านมาเจอเว็บของ “แป” โดยค้นหาจากคำหลัก key words ตรงกับคำในกระทู้นี้นะคะ เลยขอนำมาฝากให้อ่านกันสนุกๆ

“ทำไมฝรั่งถึงหลงเสน่ห์สาวอีสาน”

http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H8151644/H8151644.html

ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า เพราะสาวอีสานซึ่งผิวคล้ำ ตัวบางร่างเล็ก ตาโต จมูกแบน โหนกแก้มสูง นั้นตรงสเป็คฝรั่งค่ะ เขาเห็นเขาว่าสวย อีกทั้งสาวไทยก็อดทน แข็งแรง มีน้ำใจ เป็นแม่บ้านที่ดี ดูแลสามี

เอ๋ แต่ไม่เห็นมีใครสงสัยว่า ทำไมสาวฝรั่งถึงชอบหนุ่มไทย หนุ่มเอเชียนบ้างน่ะ

“แป” ว่าหนุ่มๆ ชาติไหนก็หล่อทั้งนั้น ขอให้ gent สุภาพและ nice กับเราก็พอแล้วนิ

Share/Save/Bookmark

เวลาในอเมริกา

This item was filled under America, Live

อเมริกานั้นหนอ ช่างกว้างไกลนัก ใครบางคนอาจเคยตกเครื่องบินหรือพลาดรถไฟเวลาเดินทางข้ามรัฐในเมกา หรือบางครั้งจะโทรติดต่อต่างรัฐ โทรไปปรากฎยังไม่เปิดทำการ หรือจะดูรายการถ่ายทอดสด ก็อดดูเพราะฉายจบไปแล้ว

clockนั่นก็เพราะประเทศอเมริกาที่กว้างใหญ่ กินพิ้นที่ค่อนทวีปนั้น มีเขตเวลา Time Zones หลักๆ ใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันถึง 4 เขต หากรวมฮาวาย Hawaii อลาสก้า Alaska และเกาะต่างๆ เช่น เปอร์โตริโก้ กรวม เข้าไปอีกก็เป็น 9 เขตเวลาเชียวค่ะ

http://www.timetemperature.com/tzus/time_zone.shtml

เขตเวลาบนแผ่นดินใหญ่ 4 เขตนั้น ไล่จากตะวันออกมาตะวันตก ได้แก่ Eastern, Central, Mountain and Pacific Standard Time  (EST, CST,MST,PST)

Eastern Time เป็นเวลาของรัฐทางชายฝั่งตะวันออก (East coast) เช่น เมนน์ (Maine) นิวยอร์ก (New York) นอร์ท แคโรไลน่า (North Carolina) ฟลอริด้า (Florida) ไล่ไปถึงด้านในหน่อย เช่น โอไฮโอ (Ohio) และบางส่วนของแคนตักกี้ (Kentucky) กับอินเดียนน่า (Indiana)

Central Time เป็นเวลาของรัฐกลางประเทศ (mid-west) เขตพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งมีท้องทุ่งเพาะปลูกกว้างสุดหูสุดตา  เช่น รัฐอาคัสซอ (Arkansas) แทกซัส (Texas) แคนซัส (Kansas) นอร์ท/เซ้าท์ ดาโกต้า (North/South Dakota)

Mountain Time เป็นเวลาของรัฐที่มีภูเขาวิวสวยๆ แบบในหนังพระเอกขี่ม้า นางเอกเป็น cowgirl โรแมนติกใต้อาทิตย์อัสดงให้อิจฉา เช่นรัฐมอนตาน่า (Montana) ไวโยมมิ่ง (Wyoming) โคโรลาโด (Colorado) นิว แมกซิโก ( New Mexico ชื่อคล้ายประเทศแมกซิโก แต่เป็นรัฐหนึ่งของประเทศอเมริกานะคะ ระวังสับสน)

Pacific Time เป็นเวลาของรัฐทางฝั่งทะเลแปซิฟิค เช่น แคลิฟอร์เนีย (California)ออร์เรกอน (Oregon) วอชิงตัน (Washington ชื่อคล้ายเมืองหลวงซึ่งอยู่ทางตะวันออก Washington D.C. ต้องอย่าสับสนชื่อเมืองกับชื่อรัฐนะคะ) และรวมมาถึงรัฐเนวาดา (Nevada) ด้วยค่ะ

clock2ยังงงๆ อยู่ใช่ไหมค่ะ ต่อให้งงเพิ่มขึ้นไปอีกหน่อย ด้วย Day Light Saving Time (DST) คนไทยที่มาจากประเทศที่มีสองฤดู ร้อนกับฝน (หรือร้อนกับร้อนมากๆ ) ไม่ใช่สี่ฤดูแบบต่างประเทศนั้น จะมึนกับ DST ทีเดียวค่ะ “แป” อยู่เมกามาจนแก่ (แก่ลง ยังไม่แก่มาก) ก็ยังไม่ชินเลยค่ะ

Day Light Saving Time เป็นการขยับปรับเปลี่ยนเวลาตามแสงอาทิตย์ ในฤดูใบไม้ผลิ (Spring) เริ่มที่ประมาณกลางเดือนมีนาคม (second Sunday of March) จะเวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง เพื่อผู้คนจะได้มีช่วงกลางวันนานขึ้น และไปปรับกลับคืนช่วงก่อนเข้าฤดูหนาว ต้นเดือนพฤศจิกายน (first Sunday of November) ซึ่งมีช่วงแดดออกสั้นลง

ช่วงเริ่มและหมด DST จะเป็นช่วงหนึ่งที่ค่อนข้างสับสน นาฬิกาบางเรือนฉลาดหน่อย ก็ปรับตามให้อัตโนมัติ บางเรือนก็รอเจ้าของมาปรับให้ตรง เราเองก็ต้องคอยดูปฎิทินหรือฟังข่าว ช่วยลดความงงลงนะคะ

ที่ทำให้งงวยไปได้อีกหลายตลบ คือ ถ้าใครอยู่รัฐ “อริโซน่า” Arizona เป็นรัฐเดียวที่ไม่มี day light saving ค่ะ เพราะแสงแดดส่องสว่าง 360 วันต่อปี แต่ละฤดู พระอาทิตย์ขึ้น-ลงไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นปกติจะเป็นช่วง mountain time แต่พอเข้าช่วงที่ทั้งประเทศปรับ day light saving ก็จะเป็น Pacific time ค่ะ สรุปว่า บางทีเวลาก็เร็วกว่ารัฐแคลิฟอร์เนีย 1 ชั่วโมง บางทีก็เท่ากัน

ฉะนั้น จะเดินทางไปไหนในอเมริกา ต้องรู้เวลาท้องถิ่นให้ดีนะคะ หมั่นดูนาฬิกาสาธารณะ และหากจะดูรายการถ่ายทอดสด ก็ดูด้วยว่าเป็นเวลาฉายของเขตเวลาไหน ส่วนใหญ่จะเป็น EST (Eastern Standard Time) นะคะ

เรื่องเวลาในอเมริกานี้ คงสรุปได้อย่างที่คนไทยคนหนึ่งกล่าวไว้ “ชีวิตในอเมริกานั้นมันไม่ง่าย ทันทีที่เหยียบย่างลงบนแผ่นดินนี้ เวลาในชีวิตเธอก็เปลี่ยนไป”

have a good time naka ^_^

Share/Save/Bookmark

ค่าครองชีพในเมกา

This item was filled under Live, Work

ใครคิดจะมาขุดทองที่เมกา อยากจะเตือนว่าลองคิดคำนวนค่าครองชีพที่นี่ก่อนนะคะ อย่างที่เศรษฐีเงินล้าน คุณพิทักษ์ ธรรมรัตน์ ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ รวยล้านเหรียญ “จะทำอะไรก็ตาม ต้องคิดถึงรายจ่าย ก่อนรายรับเสมอ”

ค่าครองชีพที่เมกาสูงกว่าบ้านเรา เงินเดือนหรือรายได้ที่หามา หักค่าใช้จ่าย กินอยู่แล้วอาจเหลือไม่มากอย่างที่หลายคนคาดฝันไว้นะคะ แต่ถ้าหากได้งานที่นายจ้างออกค่ากิน ค่าที่อยู่ให้ด้วย เช่น งานแม่ครัวร้านอาหาร เงินที่ได้ก็อาจเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหน่อย

livingcostฉะนั้น ก่อนตัดสินใจมาเมกา ถามไถ่หาข้อมูลเรื่องค่าครองชีพ รายจ่ายในแต่ละรายการให้ละเอียดนะคะ

นอกจากนี้ ที่เมกาก็ไม่เหมือนบ้านเรา ตรงที่แต่ละรัฐ แต่ละเมืองนั้น ค่าครองชีพแตกต่างกันมากทีเดียว ยกตัวอย่างเมือง ฟีนิกซ์ รัฐอริโซน่า Phoenix, Arizona (AZ) ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าเป็นเมืองบ้านน้อก บ้านนอก เห็นได้จากในหนังอเมริกัน ใครอกหักรักครุด หนีกฎหมาย หนีตาย ก็ต้องย้ายมาอยู่เมืองที่มีต้นกระบองเพชรกับแสงแดดแผดเผาแห่งนี้ เมืองฟีนิกซ์ค่าครองชีพไม่แพงนัก (แต่ก็ถีบสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ) ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ดังๆ บางเมือง

เช่น เทียบกับ วอชิงตัน ดีซี เมืองหลวง ซึ่งค่าครองชีพสูงกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 56% เช่น ถ้าทำงานรายได้ที่ฟีนิกซ์ $65,000 จะย้ายไปดีซีก็ต้องขอเป็นแสนค่ะ ถึงพอจะเสมอกัน และหากถ้าเทียบกับซานฟราน San Francisco ซึ่งแพงกระฉูด ก็อาจต้องเรียกเกินแสนสองแน่นอนค่ะ ไม่งั้นไม่คุ้ม

(ลองพิมพ์คำว่า cost of living comparison ใน search website และใส่ชื่อเมืองที่อยู่ปัจจุบัน กับเมืองที่คิดจะย้ายไป จะได้ข้อมูลค่าครองชีพที่ต้องการเปรียบเทียบค่ะ)

แม้แต่เมืองในรัฐเดียวกัน ก็ยังแตกต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพโดยรวม หรือเฉพาะรายการ เช่น เมือง Flagstaff ซึ่งอยู่ทางเหนือของฟีนิกซ์ ค่าบ้านแพงมาก เพราะอยู่ในเขตป่าสนสงวนและรัฐคัดค้านการขยายเมือง ที่ดินจึงแพงเป็นสองเท่าของฟีนิกซ์

แต่เมืองใหญ่บางเมือง ก็มีค่าครองชีพบางรายการที่ถูกกว่าเมืองซึ่งเล็กกว่านะคะ เช่น ค่าอาหารกลางวันในร้านอาหารไทย เพราะการแข่งขันทางการค้าเข้มข้น

หรืออย่างญาติ “แป” ที่เคยอยู่ชิคาโก อิลลินอยย์ (Chicago, IL) และย้ายไปอยู่ โอแลนโด้ ฟลอริดา (Orlando, FL) บอกว่าอาหารทะเลที่ฟลอริด้าซึ่งเป็นเมืองริมทะเลนั้น แพงกว่าที่ชิคาโกซึ่งอยู่ทางเหนือ ในเขตหนาวเสียอีก ฟังแล้วก็งง แต่เข้าใจได้ว่า คงด้วยหลัก demand ดูด supply

เหมือนเหรียญมีสองด้าน กระเป๋ากางเกงมีสองข้าง มือมีซ้ายขวา มีรายรับก็มีรายจ่าย หวังว่าผู้อ่านและผู้ฝันถึงดินแดนแผ่นดินทองแห่งนี้ คงมีเงินเข้ามากกว่าเงินออกนะคะ

Share/Save/Bookmark

หนังอินเดีย

This item was filled under Xtra

ช่วงนี้อากาศเมืองที่ “แป” อยู่ร้อนมากๆ 40 กว่าองศาทุกวัน วันๆ เลยไม่ออกไปไหนค่ะ กลัวแดด กลัวจะเป็นลม เก็บตัวอยู่ในร่ม เลยมีเวลาได้ดูแผ่นหนังภาพยนตร์ที่ยืมมาจากห้องสมุดแถวbollywoodบ้าน

แต่ดูหนังฮอลลีวู้ด Hollywood ไปบ่อยๆ ก็เบื่อ เลยลองยืมหนังอินเดีย Bollywood มาดูสักแผ่นสองแผ่น เพิ่มรสชาติ เสริมรสนิยมนะคะ เพราะหนัง Bollywood กำลังเป็นกล่างขวัญถึงอย่างแรงในอเมริกา คอหนังคนไหนไม่รู้จักเป็นเชยแหลก

เรื่องแรกที่ยืมมาชื่อ The Warrior เป็นหนังที่แทบไม่มีคำพูดเลย ไม่ต้องฟัง ไม่ต้องอ่าน subtitle ก็ดูเข้าใจได้ เป็นคนละโลกกับหนังอินเดียที่warriormovieเราเคยดู ที่มีร้องเพลง เต้นรำส่ายพุง วิ่งไล่จับกัน เป็นแนวใหม่ที่แตกต่างอย่างสวยงาม

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายที่ทำงาน ทำหน้าที่ อย่างที่พ่อและลูกชายเขาภาคภูมิใจ เขารับใช้เจ้าผู้ปกครอง ฆ่าเพื่อสั่งสอนประชาชนที่ส่งส่วยให้น้อยกว่าที่เจ้านายต้องการ จนวันหนึ่งบางอย่างเกิดขึ้น เขาตัดสินใจหนีหน้าที่ จึงโดนตามล่าเก็บชีวิต

ชอบเรื่องนี้มาก วิวสถานที่สวย แต่ละภาพ แต่ละช๊อต สื่อความหมายได้ด้วยตัวมันเอง อีกทั้งมีเนื้อหาที่แน่น ตัวเอกต้องเลือกระหว่างหน้าที่ (หน้าที่ คือ สิ่งที่คนอินเดียให้ค่า อย่างที่ปรากฎในมหากาพย์รามเกียรติ์) กับสิ่งที่ใจเขาเชื่อว่าถูกต้อง การตัดสินใจที่ต้องแลกกับสิ่งที่เขารักที่สุดในชีวิต บอกให้รู้ว่า สิ่งมีค่าทางจิตใจ ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ และเขาเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะเขาฆ่าคนอื่นที่อ่อนแอ

namesakeอีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กัน คือ The Namesake แปลตรงตัวว่า “ชื่อ” ดัดแปลงมาจากหนังสือของผู้แต่งที่ “แป” โปรดปลื้มเป็นพิเศษ Jhumpa Lahiri ซึ่งมีผลงานได้รางวัล Pulitzer Prize เธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้อพยพ immigrates ในอเมริกา เน้นที่ชาวอินเดียนจากอินเดีย “แป” อ่านแต่ละเล่มแล้ว ‘อิน’ มากๆ เพราะเคยตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน relate ได้ง่าย

เรื่อง The Namesake นี้ ตัวเอกมีชื่อที่พ่อแม่ชาวอินเดียตั้งให้ เขาซึ่งเกิดและโตในอเมริกา เกลียดชื่อนี้มาก โดนเพื่อนล้อชื่อ โดนคนหัวเยาะใส่ทุกครั้ง แต่ชื่อคนก็เหมือนรากของต้นไม้ จะโตเป็นอะไรเหนือดินก็ตาม แต่ก็หนีที่มาดั้งเดิมไม่พ้น เหตุการณ์พัฒนาไปจนถึงจุดที่ตัวเอกทำตามที่พ่อเคยบอกไว้ ‘go see the world‘ เขาจึงออกเดินทาง ไปอินเดียค่ะ สถานที่ที่เหมือนเป็นโลกใหม่สำหรับเขา อย่างที่วลีบนหน้าปกเขียนไว้ ‘The Greatest Journeys are The Ones that Bring You Home‘.

ชาวต่างชาติ อย่าง “แป” เป็นต้น มักมีปัญหาเรื่องชื่อ ขณะอยู่อเมริกาค่ะ กว่าจะสะกดให้คนฟังจดได้ครบ กว่าคนจะออกเสียงได้ถูก บางทีก็โดนแซวว่าชื่อเหมือนมนุษย์ต่างดาว บวกกับที่ว่า เวลากลับไปเมืองไทยทีไร จะรู้สึกเราไม่ใช่คนที่นั่นอีกแล้ว เงอะๆ งะๆ เปิ่นๆ ทำไรไม่ถูก ดูเรื่องนี้แล้วเลยตรงใจเชียวค่ะ

ถ้าใครอยู่อเมริกาเบื่อๆ หรือมีชั่วโมงว่างๆ ลองหาหนัง Bollywood มาดูนะคะ เดี๋ยวขอตัวไปจองเรื่อง Slumdog Millionaire ก่อนคะ นะมัสเต

Share/Save/Bookmark