สมัครสัญชาติอเมริกัน

This item was filled under Come to USA, Live

ใครที่เคยรอคอยอะไรบางอย่างมานานถึง 10 ปี เนิ่นนานจนความอยากจาง จากต้องการอย่างยิ่งกลายมาเป็นเฉยๆ จะให้ก็เอา ไม่ให้ก็ไม่ง้อ …ก็คงเข้าใจถึงการรอคอยสัญชาติอเมริกันนะคะ

หลังจากอยู่อเมริกาอย่างถูกต้องมา 5 ปีจนได้ใบเขียว  และรอต่ออีก 5 ปี (ถ้าใครแต่งงานกับคนอเมริกัน รอต่อจากใบเขียวอีกแค่ 3 ปีคะ)  จะมีสิทธิ์สมัครขอสัญชาติค่ะ

flag1ในแบบฟอร์มใบสมัคร N-400 form (Application for Naturalization) นั้น จะให้กรอกข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโซเชี่ยว (social security number - SSN) สีผม สีตา น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติการทำงาน การเข้าออกนอกประเทศ (เกิน 6 เดือนอาจต้องระบุรายละเอียด หรือเตรียมตอบคำถามตอนสัมภาษณ์) สถานภาพสมรส ข้อมูลคู่แต่งงาน บุตรธิดา รวมไปถึงประวัติอาชญกรรม องค์กรที่เคยเป็นสมาชิก การเข้าเมืองตามกฎหมาย หรือเคยลักลอบเข้าเมืองไหม เป็นต้น ทั้งหมด 10 หน้าค่ะ

กรอกเป็นภาษาอังกฤษเสร็จถูกต้องเรียบร้อย ก็ต้องแนบรูปถ่าย 2 ใบที่เหมือนกัน ขนาด 2×2 นิ้ว ซึ่งถูกระเบียบกฎเกณฑ์ เช่น ไม่สวมแว่นดำ ไม่สวมหมวก พิ้นหลังสีอ่อน หันหน้าตรง ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน

แนบสำเนาหน้าและหลังของใบเขียวไปด้วย 1 ชุด (copy of Green card or Permanent resident card)

และที่สำคัญที่สุด คือ ค่าสมัครคะ จะตีเช็ค check หรือ money order ก็ได้ จ่าชื่อผู้รับให้ถูกต้อง สะกดเต็ม ไม่มีย่อ ลงจำนวนเงินให้เที่ยงตรง (ตอนนี้ขึ้นมาหลายร้อยเหรียญ ตกที่ $675 ค่ะ)

จากนั้นก็ส่งไปรษณีย์ ควรลงทะเบียนไปด้วย จะได้แน่ใจว่าถึงแน่ๆ มีคนเซ็นต์รับ ต่อจากนั้นก็รอเล่าเฝ้าแต่รอ ว่าเมื่อไรเขาจะเรียกไปพิมพ์ลายนิ้วมือ (แสดงว่าเราไม่โดนปฏิเสธ) เสร็จก็กลับมารอๆๆๆ รอเขาเรียกไปสัมภาษณ์ประวัติส่วนตัว และการใช้ชีวิตในอเมริกา

ผ่านรอบนี้เสร็จก็ต้องสอบข้อเขียน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา คำถามก็เช่น ประธานาธิบดีคนแรก คนปัจจุบัน วุฒิสมาชิกมีกี่คน ทั้งประเทศมีกี่รัฐ ธงชาติสีอะไร วันชาติตรงกับวันที่เท่าไร เป็นต้น

ถ้ายังไม่ท้อขอเปลี่ยนใจ (แต่ขอเงินคืนไม่ได้หรอกนะคะ) ไม่เอาแล้ว ซะก่อน ก็จะถึงวันสาบานตน เป็นพลเมืองอเมริกันค่ะ มีพิธีสาบานตน take oath ว่าจะรับใช้ชาติ สนับสนุนรัฐธรรมนูญ จับอาวุธปกป้องประเทศเมื่อยามจำเป็น

ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองชาติไหน อยู่แห่งหนใด ขอแค่ให้เป็นประชากรที่สร้างสรรค์สื่งดีๆ ให้กับโลกงามๆ ใบนี้ ก็น่าภูมิใจแล้วนะคะ

Share/Save/Bookmark

ซื้อ iPhone จากอเมริกา

This item was filled under Xtra

พอดีช่วงๆ นี้เพื่อนที่เมืองไทยถามข้อมูลโทรศัพท์ iPhone วันนี้เลยได้แวะไป Apple Store แถวบ้านมานะคะ

แต่กลับได้ประสบการณ์ไม่ประทับใจ พนักงานขายเต็มร้าน เอาแต่จับกลุ่มคุยกันเอง ไม่เห็นสนใจเราหรือลูกค้าคนอื่นๆ เลย ว่าจะไปช้อน Short หุ้นแอปเปิ้ลซะหน่อยดีกว่า ราคาลงแน่ๆ บริการลูกค้าแบบนี้ แถมเฮียสตีฟ จ๊อบ Steve Jobs ก็ป่วยเพิ่งผ่าตัดด้วย ขอบ่นนิดคะ

ไอโฟนรุ่นเพิ่งออกใหม่ ไม่กี่วันมานี้ รุ่น 3G S (แต่เหมือนคนไม่ค่อยเห่อเท่ารุ่นก่อนๆ ผู้คนคงเปลี่ยนจาก “เอาเท่มาเป็นเอาถูก” I used to be hip, now I am cheap อย่างข่าว Wall Street Journal เคยเขียนไว้มั้งค่ะ ขออำภัยไม่ใช่แฟนผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ล)

iphoneราคาเครื่อง ทำสัญญาที่นี่กับ AT&T

16 GB = $199

32 GB = $299

ยังไม่รวมภาษีสินค้า แต่ละท้องที่อัตราเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากันค่ะ อย่างแถวที่ไปถามมา ประมาณ 8.75%

ไม่เห็นมี 8GB ที่ร้านนะคะ แต่มีบน online บนเว็บของแอปเปิ้ล

ถ้าจะแบบไม่ทำสัญญากับ provider จะเพิ่มขึ้นอีกเครื่องละ $400 รับปลดล็อกให้ ก็ตก

16 GB = $599

32 GB = $699 (ยังไม่รวมภาษีสินค้าเช่นกัน)

ส่วนบางท่านที่สนใจ Blackberry ถือแล้วทำให้ดูเป็นนักธุรกิจใหญ่โต ดูเป็นคนทำงานระดับผู้บริหาร

ราคาทำสัญญาสองปีกับ Verison provider

รุ่น Curve $109  (มีสีชมพูด้วยล่ะ ชอบคะ)
รุ่น Storm $ 209

ราคาไม่ทำสัญญา นะจ้ะ
Curve $429
Storm $499
เมื่อไรจะมีใครออกมือถือชื่อ Mango or Strawberry บ้างนะ จะรีบซื้อเลยค่ะ

Share/Save/Bookmark

สมบัติเยอะเกิน

This item was filled under Live

วันนี้วันอาทิตย์ พอมีเวลาว่าง แถมอยู่คนเดียวเพราะแฟนมีธุระไปข้างนอกทั้งวัน เลยได้ฤกษ์จัดข้าวของบนหิ้งและในตู้ โละทิ้งอะไรที่ไม่ได้ใช้มาพักใหญ่ จะได้มีที่ทางเหลือให้หายใจหน่อยนะคะ

จัดไปย้ายของไป ขนาดทำแค่ในห้องครัว ยังได้ของ-ทั้งที่จะทิ้งและที่จะบริจาค - ออกมากองมหึมา จนรู้สึกทำไมสมบัติเราเยอะจัง

นึกไปถึงตอนมาเมกา มีแค่สองกระเป๋าเดินทาง ไงตอนนี้ข้าวของออกลูกออกหลานเต็มบ้าน หยั่งงี้น้า

messy_garageคงไม่มีใครกล้าเถียง แม้แต่ชาวอเมริกันเองก็เถอะ ว่าคนอเมริกันเป็นนักสะสมสมบัติ ติดอันดับโลกทีเดียว หลายๆ คนถึงกับต้องเช่าที่เก็บของ (Storage) เดือนละเป็นร้อยเหรียญ ไว้เก็บสัพเพเหระที่ไม่ค่อยได้ใช้ โรงรถในบ้านมีไว้เก็บลังใส่ของ ยอมจอดรถตากแดดลมไว้ข้างนอกแทน บางคนถึงกับยอมซื้อบ้านใหม่ ใหญ่กว่าเดิม เพื่อจะได้มีที่เก็บของมากขึ้น

ใครมาอเมริกาใหม่ๆ เห็นบ้านหลังใหญ่เบ่อเริ้ม แต่มีคนอยู่แค่คนสองคน อย่าแปลกใจไปค่ะ เขาอาจให้ข้าวของอยู่้ด้วยอีกเยอะ

ตอน “แป” ซื้อบ้านหลังนี้เมื่อหลายปีก่อน อ่านสมุดแสดงความคิดเห็นของลูกค้ารายก่อนๆ บ่นว่าตู้ที่เก็บของ (cabinet) น้อย เราก็คิดต่อว่าพวกเขา “แหม พวกไอ้กันนี่ ของเยอะเกินไปต่างหากล่ะ”

เอาเข้ากับตัวเอง ย้ายเข้าบ้าน ผ่านไปไม่กี่ปี เปลี่ยนเป็นบ่นเหมือนพวกเขา “ทำไมที่เก็บของมันน้อยจังว่ะ บริษัทสร้างบ้านนี่ ต้องงกค่าตู้แน่เลย” …น้าน

มีคนจากอินเดีย ย้ายมาอยู่ที่นี่ จะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด จึงจัดของขึ้นรถ จัดไปจัดมาของเต็มรถตู้คันใหญ่ทีเดียว ปรากฎว่าสมบัติที่ขนไปจะใช้แค่ไม่กี่วันนั้น มันมากกว่าที่เขาและพ่อแม่พี่น้องที่อินเดีย เคยมีเคยใช้มาทั้งชีวิตซะอีก …เป็นจริงได้กับหลายคนเชียวค่ะ

หนังสือสอนการจัดเก็บของให้เป็นระเบียบ Organize Yourself หรือแม้แต่การโละของทิ้ง Clutter be Gone มีให้เลือกหาเต็มหิ้งในร้านหนังสือหรือห้องสมุดค่ะ “แป” เองก็มีอยู่เล่ม ยังไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านเท่าไรเลย เลยกลายเป็นขยะอีกชิ้นในบ้านไปซะ แป๊ว

เรื่องนี้ไม่รู้จะโทษใครดี นอกจากตนเอง แต่ก็ขอกล่าวโทษ “โลกวัตถุนิยม” ด้วยสักนิดดีกว่า จะได้ไม่รู้ผิดต่อตัวเองมากเกินไปนิ อิอิ เพราะเดี๋ยวจะมัวแต่โทษตัวเองจนหมดแรงรื้อจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ

เฮ่อ เหนื่อยค่ะ แต่ได้บทเรียนในคราวนี้คะว่า จะซื้อของชิ้นใดต่อไปจากนี้ นอกจากต้องดูเงินในกระเป๋าแล้ว ก็ต้องหาดูที่เก็บที่วางให้มันก่อนด้วยค่ะ

Share/Save/Bookmark

อาหารอร่อยในอเมริกา

This item was filled under Live

cafegratitudeอเมริกาเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติและหลากความเชื่อ ทำให้มีอาหารหลากหลายให้ลิ้มลอง โดยเฉพาะเขตเมืองใหญ่ อย่างนิวยอร์กซิตี้ ชิคาโก แอลเอ หรือซานฟราน ยิ่งมีให้เลือกชิมจนลายตา

เมื่อเร็วๆ นี้ “แป” ไปเที่ยวแถวอ่าว เบย์เอเรีย Bay Area ทางทิศตะวันตก ไม่ไกลจากซานฟรานมากนัก นอกจากได้กินอาหารจีนสุดอร่อย ขึ้นชื่อของซานฟรานแล้ว ยังได้ไปลองอาหารเจ สไตล์อัฟริกัน-จาไมก้า ด้วยค่ะ

โอ้ แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมค่ะ เมนูอาหารก็ดัดแปลงได้ดี มีผักรวมมิตรห่อสาหร่ายคล้ายอาหารญี่ปุ่น ราดด้วยซอสปรุงพิเศษ อีกจานเป็นเนื้อเจกับข้าวโพดอ่อนผัดกับแกงเหลือง คล้ายแกงกะหรี่แบบบ้านเรา

jamaicanแต่ที่เด่นเกินอื่นใด คือ พนักงานของร้านค่ะ หาไม่ได้ง่ายๆ ที่เมืองไทย ให้ดูรูปเลยล่ะกัน เห็นหน้าดำ แต่งตัวคล้ายหมอผีอย่างนี้ พูดจาเย็นและใจดีมากๆ เลยนะคะ ส่งลาเราด้วยรอยยิ้มหวานและวลีว่า Bless of Love ซึ้งเชียวค่ะ

อีกร้านอาหารที่ไม่ได้ตั้งใจไปกินแต่แรก แต่เผอิญร้านที่ว่าจะไปยังไม่เปิด เลยเดินเที่ยวเล่น จนผ่านไปเจอร้านนี้ Cafe Gratitude นางกวักคงแรงน่ะคะ “แป” เลยเผลอเดินเข้าไปขอดูเมนู ปรากฎว่าเป็นอาหารมังสวิรัติแบบ Raw Food อาหารไม่ผ่านความร้อนสูง ไม่ปรุงสุก เน้นรสชาติแท้ๆ ตามธรรมชาติ

ชื่อRawfoodcafeรายการอาหารก็เท่ เริ่มต้นว่า I am …ต่อด้วยคำคุณศัพท์ในแง่ดี เช่น I am graceful, I am blissful, I am delight ร้านอาหารแต่งสวย สไตล์ที่ “แป” ชอบเชียว อิฐแดง ไฟสปอร์ทไล้ท์ เพดานสูง มีภาพเขียนสีสด นอกจากนี้ สาวเสริ์ฟก็เก๋ค่ะ เสริมให้บรรยากาศฮิปกิ๊บเท่ อย่าบอกใคร

พูดถึงเรื่องอาหารการกินแล้ว ที่หนึ่งที่ “แป” นึกถึงเป็นพิเศษ เป็นสุดยอดของโลก คือ…ตั๊นตั๊นแต๊น… ที่กรุงเทพฯ ค่ะ เชื่อไหมค่ะว่ากรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร แผ่นดินทองของบ้านเรานั้น มีอาหารอร่อยๆ ทั้งแบบพื้นเมือง นานาชาติ หรือดัดแปลง fusion คัดสรรกันมารวมไว้ที่มหานครของเรา กลับไปที่ไร ต้องตระเวนลองชิมและกินจนพุงพองเป็นลูกโป่ง

ที่ขออนุญาตเอ่ยถึง โดยไม่ได้ค่าโฆษณา คือ ร้านราซายานา ซอยสุขุมวิท 39 ค่ะ http://www.rasayanaretreat.com/raw-cafe.htm Raw Food อร่อยติดใจ หาไม่ได้ง่ายๆ แม้แต่ที่อเมริกา

วันนี้ใครได้กินอาหารอร่อยๆ คิดถึง “แป” ด้วยนะคะ อยากไปกินด้วยจัง

Share/Save/Bookmark

ชิมไวน์รื่นลิ้น ที่ Napa Valley

This item was filled under Travel

อาทิตย์ก่อน หยิบหนังสือ รวยล้านเหรียญ มาพลิกๆ ดูอีกครั้ง เจอเรื่องร้านอรุณ ทำให้นึกไปถึงตอนไปสัมภาษณ์ ได้ชิมไวน์รสเลิศที่คุณอรุณกรุณาจัดสรรให้

napasignประจวบกับพอดีมีโอกาสจะได้ไปเที่ยวทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เลยไม่พลาดที่จะต้องไป Napa Valley (นาปา วัลเล่ย์) ให้ได้ค่ะ

Napa Valley อยู่เหนือเมืองซานฟราน ขึ้นสะพานข้ามช่องแคบไปไม่ไกลนัก เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของอเมริกา (wine country) และกลายเป็นที่่รู้จักกันดีไปทั้วโลก หลังจากมีการให้นักชิมชื่อดังจากทั่วสารทิศ มาปิดตา ลองชิมไวน์ที่มาจากทุกมุมโลก (Blind Testing) ผลปรากฎว่า ไวน์จาก “นาปา วัลเล่ย์” ซึ่ง ณ ขณะนั้นไม่เป็นที่รู้จัก (no name) ได้รับการโหวตให้เป็นไวน์ชั้นยอด ได้อันดับหนึ่งไปครอง ตั้งแต่นั้นมา ไวน์จากที่แหล่งนี้เลยดัง หยุดไม่อยู่เลยล่ะคะ

napachateauที่ไร่ทำไวน์ Wineries แต่ละแห่ง มีการให้ชิมไวน์ที่พวกเขาผลิตเองด้วยค่ะ เมื่อก่อนจะฟรี แต่ปัจจุบัน หลังจากคนนิยมมาชิมมากขึ้น (และอาจจะมีคนชิมมากกว่าคนซื้อ) ไร่ต่างๆ จึงเก็บค่าชิม ราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ $5-50 นะคะ หลายแห่งมีพาทัวร์ชมกรรมวิธีขั้นตอนการผลิตด้วย

หากใครไม่ใช่นักดื่มไวน์ จะแค่แวะมาเที่ยว นาปา วัลลเล่ย์ ก็ได้นะคะ อากาศสบาย แดดอุ่น  มีเนินเขาเตี้ยๆ คอยรับลมทะเล และกักความชื้น กลางวันอุ่น กลางคืนเย็นๆ ซึ่งเหมาะกับการปลูกองุ่น และเหมาะกับการให้ผู้คนมาพักผ่อน มาดูวิวทิวทัศน์ต้นองุ่น ที่เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ล่อใบรับลมแดดอย่างเพลิดเพลิน

napacottageหรือจะแค่มาดูตึกโรงทำไวน์ กับบรรยากาศที่หลากหลายของไร่แต่ละแห่ง เช่น บางแห่งเป็นแบบราชวังชาโตอย่างฝรั่งเศส Chateau  บางแห่งเป็นแบบกระท่อมหินในแมกไม้ใหญ่ Cottage style สวยแตกต่างไปตามแต่ละรสนิยมคนชอบ

หรือจะมาเพื่ออาหารการกินโดยเฉพาะ นาปา วัลเล่ย์ ก็ยินดีต้อนรับค่ะ ร้านอาหารอร่อยๆ (ราคาค่อนข้างแพง) แถวนี้มีให้เลือกมากมาย ที่ได้รับการต้อนรับที่ดี เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสซึ่งแนะนำไวน์คู่กันไปกับอาหารแต่ละจาน Food-Wine Pairing

napasattuiหรือใครมาถึงนาปา วัลเล่ย์แล้ว รู้สึกวุ่นวาย คนเยอะกว่าที่คิด จะลองเลยไป Sonama โซโนม่า เมืองพี่เมืองน้องย่านใกล้เคียง เพียงแค่เนินเขากั้นแบ่งเขต ก็ได้นะคะ โซโนม่าเป็นเมืองขนาดเล็กกว่า มีไร่ทำไวน์ไม่มากเท่านาปา แต่มีความเลิศหรูไม่แพ้กัน และหลายคนคอไวน์ตัวจริง บอกไว้ว่าไวน์บางอย่างที่โซโนมา รสชาติดีกว่านาปา วัลเล่ย์ ซะอีกค่ะ

เที่ยวสนุก ชิมไวน์อร่อยแล้ว ขับรถกลับระวังด้วยนะคะ เมาไม่ขับ ไม่งั้นหลับไม่ตื่นค่ะ

Share/Save/Bookmark

ที่พึ่งทางใจ

This item was filled under America, Xtra

อย่างหนึ่งที่ “แป” ชอบเกี่ยวกับอเมริกา คือ อเมริกาเป็นประเทศเสรี เปิดกว้างทางศาสนาและความเชื่อ อาจเนื่องมาจากดินแดนแห่งนี้ เริ่มมาจากผู้คนที่อพยพมาจากยุโรป เพราะถูกบีบเค้น บังคับให้นับถือเพียงศาสนาเดียว ดังนั้นในรัฐธรรมนูญของอเมริกาจึงบัญญัติไว้เลยค่ะว่า ทุกคนมีเสรีภาพทางการแสดงออก คำพูด และความเชื่อ (ซึ่งไม่ขัดกับกฎหมาย)

“แป” ได้มีโอกาสไปเที่ยวแถวๆ อ่าวย่านแคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือ เขต Bay Area ซึ่งเป็นเขตหนึ่งที่มีความทันสมัย Hips กิ๊บเก๋แปลกใหม่ สุดยอดของโลก และได้แวะเวียนไปเที่ยว “ที่พักพิงอิงใจ” มาหลายแห่งเชียวค่ะ อยากมาเล่าให้ฟัง

memorialchurchที่แรกเป็นโบสถ์ Memorial Church เป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยดัง Stanford University ภายนอกงามเด่นมองเห็นได้แต่ไกล หลังคาสีแดงเพลิง หน้าจั่วมีเศษกระเบื้องโมเสกปะต่อกันเป็นภาพได้อย่างน่าทึ่ง ภายในก็มีกระจกแก้วสี สง่าน่าตะลึง อลังการงานขลัง จนศิษย์เก่าขอเข้าคิวจองรอกันเป็นแถวยาว เพื่อจัดงานแต่งงาน คิวรอประมาณสองปี ก็ยอมรอกันคะ

VietnameseTempleเช้าวันต่อมา ได้ไปวัดเวียตนาม เป็นพุทธคล้ายบ้านเราค่ะ ภิกษุกับภิกษุณีใส่จีวรสีเหลืองอ่อนแบบพระสงฆ์ไทย แต่มีผ้าคาดคลุมอีกผืนที่ดูไม่เหมือนกันนะคะ คนที่วัดก็ใจดีมาก ขนาดวันรุ่งขึ้นจะมีงานใหญ่ ทุกคนยุ่งเตรียมงานกัน แต่ทุกคนก็มีกะใจต้อนรับอย่างดี แถมชวนกินข้าวฟรีด้วย ก่อนกินพระสวดก้องศาลา เสียงกระดิ่งแกว่งรับกับเสียงตีฆ้อง ประสานกันกับเสียงสวด แม้จะเป็นภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ แต่เหมือนใจรับรู้ได้ ซึ้งจนน้ำตาคลอเชียวค่ะ

zen centerอีกวันรุ่งขึ้น ได้ขับรถขึ้นเขา ลัดเลาะทางคดเลี้ยว ไปเยี่ยมชม Zen Center ศูนย์ปฏิบัตินิกายเซน มีพระฝรั่งโกนผมทั้งหญิงชาย ใส่ชุดคล้ายยูกาตะ สีน้ำเงินเข้มแบบผ้าม่อห่อม มีคนมาเข้าค่ายฝึกจิต ช่วยทำสวนปลูกผัก ผู้คนที่นี่จะเงียบๆ ไม่พูดจา ไม่ทักทาย ประมาณว่าใช้เวลาดูจิตของตน แต่คนมาเยี่ยมชมจะเดินไปไหนๆ ก็ไม่มีใครว่าอะไร ถามหาห้องน้ำก็มีคนยินดีตอบให้อย่างละเอียดค่ะ ในความเงียบมีความเมตตา ในความสงบมีสติ

และพลาดไม่ได้สำหรับ “แป” คือวัดไทยค่ะ ได้แวะไป วัดพุทธประทีป ซานฟราน เช้าวันอาทิตย์ซึ่งมีเปิดร้านอาหารขายของ  “แป” เลยได้ทำสังฆทาน รับน้ำมนต์ สายสิญจ์ และยังได้ซื้อของกินอร่อยๆ ด้วย อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง

การเดินทางอย่างไม่ตั้งใจ ได้ไปเยี่ยมเที่ยวที่พักทางใจครั้งนี้ ได้ข้อคิดเลยค่ะว่า ไม่ว่าจะศาสนา ลัทธิ หรือนิกายใด ถ้าเป็นของดี สอนสั่งให้คนเป็นคนดี ทำกรรมดีแล้วไซร้ ภาษาหรือวัฒนธรรมก็ไม่เป็นอุปสรรค ในการสื่อสารหรือการส่งความเข้าใจถึงกัน

รักกันไว้เถิด เพื่อนร่วมโลกเดียวกัน เห็นด้วยไหมคะ

Share/Save/Bookmark

ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย

This item was filled under Travel

sanfranช่วงนี้คุณแม่มาเยี่ยมจากเมืองไทย เลยได้พากันเป็นนกขมิ้นย้ายที่นอน ตะลอนไปเที่ยวทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียค่ะ ไปหาอาหารอร่อยๆ สูดโอโซนริมอ่าว Bay Area และดูความศิวิไลท์ที่แถวบ้านไม่ค่อยมี

“แป” เลือกบินไปลงที่ San Jose (ซาน โฮเซ่) ศูนย์กลางแหล่งไอที หรือที่คนที่นี่เรียกกันว่า the capital of Silicon Valley ไม่ได้กะไปเหล่หนุ่มๆ คอมม์พิวเตอร์หรอกนะคะ แต่ค่าตั๋วถูกกว่าไปลง San Franciso นะคะ และสนามบินไม่วุ่นวายเท่าไรนัก เที่ยวบินก็มีออกสม่ำเสมอ ขับรถไปซานฟรานก็ประมาณครึ่งชั่วโมง (แต่ขากลับมีอุบัติเหตุบนทางหลวงก็ล่อไปชั่วโมงครึ่งค่ะ)

San Jose มีสำนักงานใหญ่ของบริษัทไอที (Information Technology - IT) มากมาย เช่น Yahoo, Oracle, Sun, Cisco และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน มองไปทางไหนก็มีแต่ป้ายชื่อบริษัททางสายคอมม์พิวเตอร์ ทำเอาสาว low-tech girl อย่าง “แป” ตัวเล็กหดลงไปเลยคะ

แต่ก็มีหนุ่มๆ ไอทีมาดเท่ๆ ผ่านมาให้ชมเป็นระยะๆ ทำเอาเราหัวใจกระชุ่มกระช่วย รู้สึกเหมือนสมัยเรียนคณะอักษรฯ ที่ได้แว่บๆ ส่งสายตากับหนุ่มวิศวะ คณะข้างๆ เลยแหละค่ะ หากแต่หนุ่มสาวอินเดียน ส่งตรงมาจากอินเดีย ก็เยอะไม่แพ้กัน เป็นมันสมองจากต่างชาติด้านไอที ที่เมกายินดีต้อนรับเสมอ ทำให้เกิดร้านอาหารอินเดียอร่อยๆ หลายแห่งเชียวค่ะ เดินไปเจอพวกเขาหน้าดำผมดำ พูดอังกฤษสำเนียงแขก เดินผ่านกลิ่นอาหารแกงอินเดียหอมๆ หลายครั้งทำเอาไม่แน่ใจ เราอยู่ประเทศไหนกันแน่นะเนี่ย

พูดถึงอาหารในย่าน เบย์ แอเรีย Bay Area ก็ต้องพูดถึงอาหารจีน ที่ไหนบนโลกจะอร่อยไปกว่าที่นี่ เป็นไม่มี แต่ครั้งนี้ ร้านอร่อยติดใจให้ห้าดาวของ “แป” นั้น ไม่ไ้ด้อยู่ในเขตเมืองจีนของซานฟรานค่ะ China Town in San Fran แต่อยู่แถวๆ สนามบิน ที่เมือง Millbrae ชื่อร้าน The Kitchen อร่อยทุกอย่าง แม้แต่อาหารเจ ส่วนของหวาน ซาลาเปาไส้ครีมผสมไข่เค็มนี่ ทำเอา “แป” กลับไปซื้อ ยอมหอบขึ้นเครื่องกลับมาหม่ำให้สมใจที่รัฐอริโซน่าเชียวนะคะ ฝากคำเตือนนิดนึง คือรูปในเมนูดูเล็กกว่าของจริงค่ะ ตอนเห็นราคาอาจรู้สึกแพง หรือตอนกำลังหิวอยากสั่งเยอะๆ รอจนเห็นของจริงก่อนนะคะ

แถว Bay Area นั้น นอกจากจะมีบริษัทข้ามชาติระดับโลก คู่ไปกับร้านของกินอร่อยๆ แล้ว ก็ยังมีมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่ง ที่ควรแวะไปเยี่ยมชม ก็แน่นอนค่ะ Standford University มหาวิทยาลัยดังอยู่ในย่านเมือง Palo Alto ที่ซึ่งใครๆ ก็ยกนิ้วให้ว่าดังที่สุดทางฝั่งตะวันตก สร้างขึ้นโดยสามีภรรยาคู่หนึ่ง ให้เป็นอนุสรณ์แก่ลูกชายคนเดียวที่เสียไป อยากชวนให้ลองแวะไปเดินทั่วโรงเรียนกับทัวร์ Campus Tour ที่มีนักศึกษาเป็นไกด์ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่สถานที่สวยๆ ก็ทำให้เพลินดีคะ คอยหลบจักรยานระหว่างเดินด้วยนะคะ เพราะนักเรียนกว่า 14,000 คนใช้จักรยานเป็นพาหนะค่ะ ทัวร์จบเสร็จแล้ว อย่าลืมแวะไปกินไอติมโยเกริ์ต yogurt ice cream แสนอร่อย หวานมัน (…ฉันลืมเธอ ต้องแย่งกิน) ยี่ห้อ Fraiche ด้วยนะคะ

UCBถ้าใครชอบเที่ยวชมโรงเรียน (แบบ “แป” ไม่รู้เป็นไง ชอบเที่ยววัดกับมหาวิทยาลัยมากๆ เลยค่ะ สงสัยชาติก่อนเคยเกิดเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนวัด อิอิ) จะขอแนะนำให้แวะไป University of California at Berkeley (UC Berkeley ยูซีเบอร์คเล่ย์ หรือ UCB) มหาวิทยาลัยดังในหมู่คนไทยค่ะ นักเรียนทุนจากไทยมาหลายคน และเด็กเอเชียนก็เยอะ เป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ของรัฐแคลิฟอร์เนีย (มิน่าตึกดูโทรมๆ เก่าๆ) สมัยก่อนนักศึกษามีส่วนร่วมทางการเมือง เดินขบวน ประท้วง เรียกร้อง มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงค่ะ (คงคล้ายๆ ม. ธรรมศาสตร์ ของบ้านเรา)

freespeechcafeลองเดินขึ้นๆ ลงๆ เนินหลายเนิน จนใกล้เหนื่อยแล้ว อย่าลืมแวะไปจิบกาแฟที่ Free Speech Cafe นะคะ คนขายหน้าตาแบบคนตะวันออกลาง เงียบๆ ไม่พูดสักคำ แต่ทำกาแฟกับขนมได้สุดยอด หอมเข้ม ขมหวาน พอดี๊ๆ ค่ะ

เดี๋ยวฉบับหน้า จะขอพาไปแสวงบุญนะคะ โบสถ์ฝรั่ง วัดเวียตนาม วัดไทย ศูนย์เซน รออยู่ค่ะ

Share/Save/Bookmark

หนีตาย กลับบ้านไม่ได้แล้ว

This item was filled under Xtra

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้หนีร้อนไปเที่ยวเล่นแถวรัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากได้กินข้าวคลุกกะปิแสนอร่อยที่ Thai Town แล้ว ยังได้้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านหลังงามของคนเวียตนาม ในเขตหรูย่าน Acadia

ไำด้เห็นบ้านอลังการงานสร้างของพวกเขาแล้ว ก็อดไม่ได้ต้องถามไถ่ใส่วิญญาณนักเขียน ว่าทำยังไงถึงรวยได้ขนาดนี้ ใครเห็นก็ต้องตาร้อนด้วยความอิจฉา แต่เบื้องหลังวันวานของเขานั้น ใครได้ฟังก็ต้องเปลี่ยนจากตาร้อนมาตาแฉะแทนค่ะ

refugeeประมาณปี 1979 เวียตนามเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลกดขี่ รังแกคนรวย ปรับค่าเงินจากมูลค่า 2 ล้านลงมาเหลือ 2 ร้อย ถึง 3 ครั้ง ชั่วข้ามคืนเงินกลายเป็นเศษกระดาษ เผาทิ้งเสียดีกว่าให้รัฐรู้ว่าเรามีเงิน เพราะรัฐจับคนรวยขังคุกลืม โทษฐานขูดรีด

ทางเดียวที่จะรอดคือ หนีตายออกนอกประเทศ ค่าเรือคนละ 12 ทองแท่ง แท่งละออนซ์ จำใจทิ้งสมบัติทุกอย่างที่สร้างมาจากหยาดเหงื่อด้วยความเหนื่อยยาก แม้แต่ข้าวของในกระเป๋าเป้ที่หอบติดตัวมาได้ ไต้ก๋งเรือก็สั่งให้โยนทิ้งหมด เพื่อลดน้ำหนักบรรทุกบนเรือ เหลือเพียงเสื้อผ้าชุดที่ติดตัวเท่านั้น

แม่เขายอมเสียสละอยู่รอที่บ้าน ให้คนอื่นในครอบครัวหนีออกมาก่อน “เผื่อหนีไม่รอด กลับมายังมีบ้านอยู่ บางครอบครัวหนีออกมาหมด ไปไม่รอด กลับมาหมดสิ้น ไร้ที่อยู่ กลายเป็นบ้าไปก็มี”

เรือล่องแม่น้ำ ท้องเรือตื้น สร้างมาไม่ให้เกยสันดอน กลายเป็นพาหนะที่คน 300-400 คนฝากชีวิตและความหวังไว้บนผืนทะเลเวิ้งว้าง “เรือแน่นมาก ทุกคนต้องนั่งกอดเขา กระดุกกระดิกไม่ได้เลย คลื่นโคลงเรือตลอดเวลา หลายคนอ้วกจนหมดท้อง”

คลื่นกระหน่ำ กรรมซัดต่อ โดนโจรสลัดปล้นไป 3 ครั้ง โจรจับถอดเสื้อ เจาะกระป๋องน้ำดื่ม เพื่อค้นหาทองที่อาจซ่อนอยู่ “ลำเรายังโชคดี บางลำโจรลากไปที่ซ่อน ฆ่าผู้ชายหรือใช้เป็นแรงงานทาส ขมขื่นขังผู้หญิงเป็นทาสทางเพศ”

10 วันเต็มๆ ที่อดข้าวอดน้ำ ปากคอแห้ง ความหวังหด ความตายอยู่ใกล้แค่เปลือกตา “ในเรือตายไป 5 คน เป็นเด็กและคนแก่ซึ่งอ่อนแอ ได้แต่็จับศพโยนลงทะเลไป” หนุ่มร่างบึกวัยกลางคนซึ่งตอนนี้มีทุกอย่าง เล่าถึงช่วงเวลาทุกข์เกือบตายด้วยน้ำเสียงมั่นคง แต่แววตาสั่นไหวคลอหยดน้ำ

refugeesเราโชคดี ที่วันท้ายๆ ฝนตกลงมาครั้งหนึ่ง และเรือค้าขายของคนจีนใจดีผ่านมาแบ่งอาหารให้กิน เลยรอดมาได้ และเรายังโชคดีกว่าคนเขมรที่ฆ่ากันเอง ต้องเดินลุยป่าหนีตาย เสี่ยงอันตรายกว่ามาก” เขาและครอบครัวโชคดีที่หนีมาหลบภัยที่เมืองไทยได้ และมีโอกาสอพยพมาอยู่อเมริกา

ฟังๆ เรื่องราวจากปากเขาแล้วก็อดไม่ได้ สะดุดกับคำว่า “เราโชคดี” …ในสายตาคนไม่เคยใกล้ตายอย่าง “แป” รู้สึกพวกเขาลำบากมากเลยนะเนี่ย… คงเป็น “การมองโลกในแง่ดี” Positive Thinking มั้ง ที่ทำให้เขากลับมารวยได้อีกครั้ง หรือเพราะความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจที่สะสมมา ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างตัวรวยใหม่ได้

ได้คุยกับอาม่าอีกท่านหนึ่่งที่หนีรอดมาได้เช่นกัน อาม่าเล่าว่า มีทองเหลือพอค่าเรือได้อีก 11 ชีวิต เลยบอกให้ไต้ก๋งรับคนขึ้นมา เรือแกพระคุ้ม ไม่โดนปล้น ไม่มีคนตาย “แป” เลยเชื่อว่าอาม้ามารวยอีกครั้ง และมีความสุขจนถึงยามแก่เฒ่า คงเพราะผลบุญที่มอบชีวิตให้กับคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกันมาก่อน

นึกไปนึกมา ก็นึกถึงประโยคเด็ดที่น้องชาย “แป” ชอบในหนังสือ “รวยล้านเหรียญ” “เขา (คนจีน คนเวียตนาม) กลับบ้านไม่ได้แล้ว เขาสู้เต็มที่”

คิดไปคิดมา เรื่องจริงไม่ใช่นิทานเรื่องนี้ ก็สอนให้รู้ว่า….. ขอทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดเองนะคะ

แต่สำหรับ “แป” แล้ว สอนให้รู้ว่า คนไทยโชคดีแค่ไหนที่ยังมีบ้านเกิดให้กลับ ไม่เคยต้องหนีตายออกนอกประเทศ ใครจะใส่เสื้อสีอะไร หัวใจรักและภักดีกับใคร ก็ขอให้อย่าทะเลาะกัน จนต้องเศร้าแบบประเทศเพื่อนบ้านของเราในสมัยโน้นเลยนะค่ะ และอีกข้อที่คิดได้คือ “เงินเป็นของนอกกาย แต่ทองนั้นซื้อชีวิตได้คะ” ^_^

Share/Save/Bookmark

ทะเลหนาว

This item was filled under Travel

img_3718อยู่เมืองไทยเวลาไปเที่ยวทะเล จะนึกถึงลมร้อนพัดต้องตัว แดดเปรี้ยงๆ ส่องตรงลงหน้า และทรายอุ่นกรุ่นนุ่มเท้า แต่ที่อเมริกานี่อากาศริมหาดทรายชายทะเล ไม่ได้ให้ความอบอุ่นเสมอไปค่ะ ลมเย็นขนาดต้องใส่แจ๊คแก็ตกันหนาวทีเดียวเชียว

“แป” ได้มีโอกาสไปขับรถเที่ยวชายทะเลแปซิฟิค เกาะเส้นทางหลวงหมายเลขหนึ่ง Highway 1 เริ่มจากเมืองดังริมหาด Santa Monica มีร้านรวงหรูขึ้นชื่อระดับโลก 3rd street promenade ไว้ให้คนมีเงินเดินออกกำลังกายหิวถุงช้อปปิ้ง และมีเขต Venice Pier ที่หนุ่มสาวต้องไปดื่มกิน เหล่กันไปมา หนุ่มมองหนุ่มก็เยอะค่ะ เสียงดนตรีดัง คนแน่นทางเท้า เดินๆ ไปนึกว่าอยู่พัทยาได้เลย

ผ่านเมือง Malibu ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องซึ่งคนรุ่นแม่ชื่นชอบ และมีมหาวิทยาลัยเอกชนที่คนไทยรวยๆ รู้จักกันดี Pepperdine  University

img_3707“แป” ขับรถโค้งตามเนินเขา เลาะริมผาไปเรื่อย ดูหนุ่มๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าริมถนน เตรียมเล่นกระดานโต้คลื่น (surf) จนถึง Santa Barbara เมืองสวยรวยเสน่ห์ที่เศรษฐีและดาราอยู่ หรือซื้อบ้านพักฤดูร้อนไว้  มีตึกทรงสเปนหลังคากระเบื้องสีอิฐให้ชมเพลิน

ทะเลที่อเมริกาไม่งามเท่าของเมืองไทยหรอกค่ะ หาดกว้าง กว่าจะเดินถึงน้ำก็เหนื่อย ทรายก็หมองๆ เทาๆ น้ำก็เย็นยะเยือก คลื่นลมแรงดูน่ากลัว คนส่วนใหญ่จึงมาเล่นกระดานโต้คลื่น โดยใส่ชุดว่ายน้ำ wet suit คล้ายผ้ายาง ที่กันน้ำกันหนาวได้ บางคนก็มาเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาด volleyball beach แต่หาคนเล่นน้ำได้ยาก และหาปูลมให้ไล่จับก็ไม่มีค่ะ

คนไทยมาใหม่ๆ เห็นทะเลที่นี่แล้วก็ได้แต่คิด นี่หรือสวย นี่หรือที่ดังระดับโลก แต่สำหรับคนอเมริกันแล้วถือว่าสวยมาก อากาศดีมากขนาดต้องแย่งกันมาอยู่ ราคาบ้านและที่ดินแพงกระฉูด เพราะเขตที่อากาศไม่แปรปรวน มีโอโซนบริสุทธิ์ให้สูดชื่นปอด และมีวิวสีครามงามๆ ให้ชมทั้งปีนั้น หายากมากๆ ในดินแดนที่ใหญ่เกือบเท่าหนึ่งทวีปนี้คะ

ที่ไหนจะสวยเท่า (ทะเล) บ้านเราเป็นไม่มี จริงแท้เชียวค่ะ ฝรั่งถึงยอมบินข้ามโลกมาเที่ยวชมรับลมแดดชายหาดเมืองไทยนิ

ใครไปเที่ยวทะเลอันดามันหรืออ่าวไทยเมืองเรา สูดโอโซนและเล่นน้ำทะเลอุ่นๆ เผื่อ “แป” ด้วยนะคะ อิจฉาค่ะ

Share/Save/Bookmark

ขยะบอกระเบียบ

This item was filled under Live

ใครที่มาอเมริกาครั้งแรกๆ จะรู้สึกได้ทันทีว่า อเมริกาช่างเป็นประเทศที่มีระเบียบ เรียบร้อย สะอาดสะอ้าน (ถ้าเทียบกับหลายประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ก็อาจแพ้หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สวิสต์ฯ หรือญี่ปุ่น)

พออยู่ไปสักพัก ก็จะเข้าใจว่า ความเรียบร้อย งามตานั้นมีที่มาและมีราคาค่ะ

ค่าส่วนกลางดูแลหมู่บ้าน (Homeowner’s Association fee) ค่าเก็บขยะแต่ละบ้านจากรัฐบาล (trash bill ซึ่งหลายแห่งรวมกับค่าน้ำ) ค่าภาษีโรงเรือน (property tax) นั้น เทียบกับค่าครองชีพแล้วไม่ใช่น้อยๆ เลยค่ะ ยิ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยยิ่งแทบลมจับ

p10006381จะทิ้งขยะก็ใช่ว่าจะเหวี่ยงๆ โยนๆ หรือนำมาวางไว้หน้าบ้านเมื่อไรก็ได้ซะทีไหนค่ะ แต่ละเขตพื้นที่ รัฐจะกำหนดวันมาเก็บขยะเปียก กับขยะแห้งหรือขยะรีไซเคิล สัปดาห์ละวัน เช่น จันทร์ขยะเปียก พุธขยะแห้ง เจ้าของบ้านก็ต้องเก็บขยะของตนใส่ไว้ในถังที่รัฐจัดไว้ให้แต่ละบ้าน ถังสีตามแต่รัฐกำหนด เช่น สีเขียวขยะเปียก สีน้ำเงินขยะรีไซเคิล และต้องเป็นถังของรัฐเท่านั้นนะคะ

พอถึงวันที่กำหนด ก็ต้องลากถังมาวางไว้ริมถนน ตรงฟุตบาทหน้าบ้าน ตั้งแต่ดึก ก่อนวันมาเก็บ หรือไม่ก็ต้องเช้าตรู่ของวันนั้นๆ แต่ละบ้านลากมาตั้งไว้ วางเรียงกันไปยาวเป็นแนว ดูคล้ายๆ ทหารยืนเข้าแถว แล้วก็จะมีรถเก็บขยะ มีแขนกล ยกถังเทใส่รถ ได้ยินเสียงกึ๊งๆ ตึ๋งๆ ก็รู้ได้ว่ารถเก็บขยะมา

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ตื่นเต้นมาก ต้องออกไปดูรถแขนกล ไปโบกมือทักทายคนขับ อิจฉาว่ามีอาชีพที่เท่จัง อยู่ไปสักพัก รู้สึกทำไมถึงวันต้องลากถังขยะเร็วจัง บางสัปดาห์ลืมลาก ก็ต้องทนดมกลิ่นเหม็นๆ (แม้จะวางถังนอกบ้าน) ไปอีกหลายวัน

บางอย่างที่ดีก็มีเบื้องหลัง หลายอย่างที่งามก็มีต้นทุน ความเป็นระเบียบของบ้านเมือง ก็มีปัจจัยกำหนดหลายอย่างค่ะ

Share/Save/Bookmark